[Fic Saint Seiya]Reason of Love(HBD P' Penguin)
posted on 24 Nov 2009 02:30 by mini-mummy in fiction
[Fic Saint Seiya] Reason of Love (HBD P' Penguin)
Pairing: Ikki x Shun
Authors: mini_mummy_noel
warning : ชื่อฟิคน้ำเน่า =w= (ฮา)
เขามีน้องชายอยู่หนึ่งคน
เพราะการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของผู้เป็นแม่ ประกอบกับการที่ไม่มีญาติสนิทมิตรสหายคนใดจะยอมที่จะรับเลี้ยงอุปการะเด็กที่ไม่มีอะไรแลยอย่างพวกเราสองคน จึงทำให้เขาต้องคอยดูแลน้องของเขาคนเดียวตั้งแต่ยังเด็ก
ครั้งได้เดินทางไปยังบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้า อาจจะเพราะน้องชายของเขาเมื่อดูภายนอกแล้วดูเป็นคนอ่อนแอคนหนึ่ง พร้อมกันนั้นด้วยใบหน้าที่หวาน น่ารัก ดูเป็นเด็กผู้หญิงเกินกว่าที่จะเรียกได้ว่าเป็นเด็กผู้ชาย จึงเป็นประเด็นหลักในการถูกเด็กคนอื่นๆ ในบ้านเด็กกำพร้ารุมรังแก
คนหลายๆ คนบอกว่า หากไม่ได้เขา น้องชายของเขาคงลำบากไปตั้งนานแล้ว คำพูดนี้เป็นอะไรที่ทำให้เขาแอบรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับการที่คนอื่นๆ ชอบมองว่าน้องชายของเขาเป็นภาระ
คนเหล่านั้นถูกเขาตวาดกลับไปแล้ว ไม่สนใจเลยว่าจะต้องเกิดเรื่องเตะต่อยกับเด็กอายุมากกว่าหรือว่าอะไร สำหรับเขา ถ้าคิดจะมาว่าน้องสุดที่รักแบบนั้น สู้ข้ามศพกันไปก่อนดีกว่า !
…. ถามว่าทำไมถึงได้รักน้องขนาดนั้นนะหรอ ?
… อยากรู้ก็เงี่ยหูมาสิ …
….
…………
………………..
ก็น้องชายเขา น่ารักจะตาย …
หยุด !!!!!!! อย่าแม้แต่คิดว่าเขาเป็นพวกบราค่อน บ้าเห่อ ติดน้องนะ !
ก็น้องชายเขาน่ารักมากจริงๆ นิ !
…. ไม่เชื่องั้นหรอ ?
งั้นมาฟังเรื่องน่ารักๆ ของผมกับน้องแล้วค่อยตัดสินใจดีไหม ?
มันเป็นเรื่องเมื่อสมัยที่ผมอายุ 6 ขวบ และน้องชายของผม … เออ ! ชุนนะ อายุ 4 ขวบ วัยกำลังน่ารักสุดๆ เลยละ (ส่วนวัยอื่นคือวัยน่ารักโคตรๆ) อยู่ในสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าที่หนึ่ง แล้วเรื่องทั้งหมดก็เกิดขึ้น เมื่อครูประจำสถานีเกิดอารมณ์คึกหรืออะไรไม่ทราบ จึงเล่านิทานเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ ที่จะทำให้คนสมปรารถนาให้ฟัง ตัวผมที่ไม่ค่อยจะเชื่อและสนใจเรื่องแบบนี้อยู่แล้วจึงฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ทว่าชุนดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเขาดูตั้งอกตั้งใจฟังตาแป๊ว แม้จะเลยเวลาที่ตัวเองควรจะนอนแล้วก็เถอะ …
และเป็นทุกครั้งตอนจบท้ายนิทาน ที่คุณครูจะเอ่ยทักถามความฝันของเด็กๆ … ถึงจุดนี้ ผมที่ตอนนั้นกำลังนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ข้างๆ ร่างเล็กๆ ของน้องชายถึงกับเปลี่ยนอิริยาบถมานั่งอยู่ข้างๆ … จริงอยู่ทีนิทานมันไม่น่าสนใจนักหรอก แต่ความฝันของชุนมันน่าสนใจน้อยซะเมื่อไร !?
พอถึงเวลาที่ชุนต้องตอบ ตอนนั้นเองที่ใบหน้าสวยแสดงอาการเขินอายเล็กน้อย ก่อนเสใบหน้ามามองเขาผู้เป็นพี่ชาย เส้นผมสีใบไม้คล้ายจะไม่อาจปิดบังใบหน้าที่แดงเรื่อได้ ท้ายที่สุดน้องชายของผมก็ก้มหน้างุด พูดออกไปด้วยเสียงที่ไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบว่า “ ผมอยากให้พี่อิคคิมีความสุขฮะ ”
แน่นอนว่าหากชื่อที่หลุดออกมาจากปากสีระเรื่อนั้นไม่ใช่ชื่อของเขา เขาคงต้องไปจัดการกับเจ้าของชื่อนั้นขั้นเด็ดขาด ฐานที่ทำให้น้องสุดที่รักของเขาต้องมัวหมอง(และติดคนอื่นมากกว่าเขา) ทว่า เมื่อสิ่งที่ร่างเล็กหวังเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง ผมก็อดที่จะรู้สึกภูมิใจขึ้นมานิดๆ ไม่ได้
นึกอยากจะอวดให้โลกทั้งโลกรู้ว่า เด็กที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้เป็นน้องของเขาเอง
“ แค่มีชุนอยู่ด้วย พี่ก็มีความสุขแล้ว ” ประโยคนี้ไม่ได้ครูพักลักจำออกมาจากนิยายหรือหนังน้ำเน่าสักเรื่องหรอกนะ แต่มันเป็นความรู้สึกของผมจริงๆ รอยยิ้มอ่อนโยนที่ผมไม่เคยให้ใครเพราะมีคนที่อยากจะให้อยู่แล้วได้ปรากฏขึ้นทันทีบนใบหน้า ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นลูบหัวทุยของอีกฝ่ายอย่างรักใคร่ “ เป็นเด็กดีนะ ชุน ”
แทนคำตอบ ชุนซุกใบหน้าเข้าหามือสากเมื่อมันได้เลื่อนลงมาสัมผัสตามโครงหน้า ราวต้องการตอบรับคำพูดของคนเป็นพี่ บรรยากาศที่เหมือนโลกทั้งใบมีเพียงคนสองคนอาจจะทำให้คนมองหลายๆ คนรู้สึกกระอักกระอวนใจ ทว่า ! ใครจะสนละ! ในเมื่อสำหรับพวกเขาสองคน แค่มีกันเพียงแค่นี้ เขาก็สุขจนไม่คิดว่าจะหาความสุขใดมาเทียบ
เขาไม่เคยหวังอะไรจากน้องชาย ไม่เคยคิดจะหวังอะไรนอกเหนือจากการมีร่างผอมบางอยู่เคียงข้าง แต่... ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น วันรุ่งขึ้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมา อ้อมกอดที่ควรจะมีร่างที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาตลอดกลับว่างเปล่า ก่อนข่าวร้ายที่สุดในชีวิตจะประเดประดังเข้ามา
... ชุนหายไป ...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
นัยเนตรสีมรกตส่อแววเหนื่อยล้า ยามที่อาทิตย์อัสดงเริ่มเคลื่อนตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดบนฟากฟ้า ความรู้สึกปวดท้องเพราะหิวโหยเริ่มประเดประดัง เด็กน้อยถึงกับน้ำตาเล็ดใช้มือกุมท้องของตนไว้ ใบหน้าที่เคยงามกระจ่างใสมาบัดนี้กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน
หาก ... เมื่อหัวใจยังคงคิดถึงคนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของตน
ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงก็พลันลุกขึ้น ... อีกครา
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ทั่วทั้งสถานีเลี้ยงเด็กกำพร้าเริ่มกระจายกำลังกันค้นหา หากพยายามที่จะไม่ทำให้เรื่องเด็กหายดังไปถึงหูของใครต่อใคร ส่วนหนึ่งเพราะไม่ต้องการให้เกิดเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม นำพาความไม่สบายใจให้เกิดแก่ตัวเด็กกำพร้าคนอื่น
กระนั้น ... ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร สำหรับคนที่เห็นว่าชุนสำคัญกว่าใครก็ไม่อาจจะสงบใจ
โดยไม่ดูกำลังของตนเอง เป็นอีกครั้งที่เขา ผู้เป็นพี่ชาย เลือกจะออกตามหา น้องชายเพียงคนเดียว
ลัดเลาะไปตามซอกซอย ตรอก ทางเดินที่ไม่ค่อยมีใครเดิน ไปจนถึงสวนเด็กเล่นขนาดย่อมที่ชุนเคยบอกว่าชื่นชอบ เดินเรื่อยไปตามสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเขาทั้งสอง หาก... ไม่มีที่ใดเลยที่จะมีร่างผอมบางของเด็กน้อยร่างเล็ก
ความกังวลพลันเริ่มเกาะกุมหัวใจที่ไม่อาจแข็งแกร่งเกินไปกว่าก้อนเนื้อธรรมดา เพียงรู้ว่าน้องของตนหายไป เขาก็รู้สึกร้อนรุ่ม ไม่สบายใจมากแล้ว ยิ่งไม่มีสัญญาณตอบกลับ ไม่มีใครบอกว่า ขณะนี้น้องเขาอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นกับน้องชาย... แม้จะไม่ต้องการ ทว่าถึงตอนนี้เขากลับเผลอคิดไปแต่เรื่องร้ายๆ
ระยะทางที่แสนสั้นในสายตาของผู้ใหญ่ที่เดินควักไขว่... ช่างดูแสนไกลเหลือเกินสำหรับเด็กตัวเล็กๆ ที่ก้าวเท้าได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคนที่เดินตามถนนทั่วไป
แม้จะพยายามเร่งฝีเท้าของตนมากแค่ไหน ทว่าเด็กก็ยังเป็นเด็ก เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่อาจทำอะไรได้มากนัก กว่าเขาจะเดินทางมาถึงทางเข้าป่าซึ่งอาจารย์เคยสอนว่าห้ามย่างกรายเข้าไปก็นับว่าเป็นเวลาที่ค่อนข้างเย็นแล้ว
พระอาทิตย์ที่คล้อยตัวลงต่ำอาจดูสวยงามก็จริง กระนั้นในความรู้สึกของเขา มันกลับเป็นเหมือนสัญญาณของปีศาจร้าย
เพียงคิดว่าชุนกำลังจะต้องทนกับความหนาวเหน็บในช่วงค่ำคืน เขาก็รู้สึกร้อนใจ
เพียงคิดว่าชุนกำลังหิวโหย เพราะอดอาหารมา 3 มื้อ เขาก็รู้สึกเหมือนขาดใจ
โดยไม่ได้คิดเลยว่าตนเองก็เป็นอีกคนที่เร่งรีบจนลืมทานข้าวเช้า... ขนมปังซึ่งเป็นของกินเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเอามาก็เพียงเพื่อนำให้ชุน ไม่ได้กะใช้มันประทังความหิวของตน
เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไป ป่าที่อยู่ในเขตที่พวกเขาอาศัยอยู่ค่อนข้างเป็นป่าเงียบและรกชัน แถมยังเคยมีข่าวอาชญากรรมมากมาย นอกจากนี้ยังเคยมีคนพบสัตว์ป่าหิวโหยอยู่ในแถบบริเวณนี้ จนกระทั่งผู้ใหญ่หลายๆ คนต้องสร้างรั้วขึ้นมากั้นไว้ เพื่อระวังบุตรหลานของคนในเมือง
หากภาวนาได้ ... สถานที่นี้เป็นที่แรกที่เขาไม่อยากให้ชุนมา
เช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรขาเล็กๆ ของเขาจึงพาร่างของตนมายังสถานที่แห่งนี้ ... สถานที่อันน่าสะพรึงกลัว
... แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ๆ ไม่มีใครคิดจะตามหาคน ประกอบกับการที่เขาไม่ได้รับสัญญาณใดที่บ่งบอกว่าน้องของเขาถูกพบแล้ว เขาจึงเลือกที่จะใช้เส้นทางที่คนอื่นไม่ยอมมา แต่ที่แน่ๆ ...
สัญชาตญาณ ความรู้สึกเบื้องลึกของใจของเขากำลังบอกว่า
...ชุนอยู่ที่นี้…
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ใบหน้าเล็กดุจคล้ายจะหมองเศร้า เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบว่าท้องฟ้าที่เคยเป็นสีแสดบัดนี้ได้ถูกสีแห่งความมืดมิดชโลมทับ แม้แสงดาวระยับจะนำพาความรู้สึกที่ดีให้ หากเสียงขู่คำรามของสัตว์ป่าซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนก็พาให้เด็กน้อยรู้สึกใจสั่น ขาที่พยายามจะก้าวสั่นเทิ้ม ...
อดคิดไม่ได้ว่า... หากตอนนี้ผู้เป็นพี่อยู่ด้วย ... คงจะดีไม่น้อย
แต่ เพราะคนที่อยากเจอไม่ได้อยู่ที่นี้ ดังนั้น ... เด็กน้อยจึงต้องออกไปให้ได้
หมายหมั่นไว้กับใจของตนแล้ว ชุนก็สูดอากาศเข้าปอดเรียกกำลังใจของตน มือเล็กวางทาบลงบนกระเป๋าชุดหมีตรงกลางหน้าอกของตน เตรียมพร้อมที่จะเดินต่อไป แม้จะอ่อนแรง
กรร~
… ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนั้น แล้วเพราะเหตุใด เขาถึงพบกับสิ่งมีชีวิตสี่เท้าผู้ปราดเปลี่ยวที่ปลายทางเหล่า ...
... เสือโคร่งตัวสวยกำลังมองตรงมา ...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
โฮก !!!
ขนอ่อนๆ พลันลุกตั้งชันขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ป่า เหงื่อใสๆ เริ่มไหลรินบนใบหน้า เด็กชายร่างสูงพยายามเงี่ยหูฟัง ... หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องของน้องชายตน ทว่า ... ความเป็นจริงช่างโหดร้าย
“ ชะ .... ช่วยด้วย !!! ”
มันเป็นเสียงของชุน !!!
“ ชุน !!! ” เขาส่งเสียงเรียกชื่ออีกฝ่ายดังลั่น โดยไม่รีรออะไรหรือแม้จะสนใจความน่ากลัวของพื้นป่า ทุกอย่างล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป เพียงคิดว่าน้องของตนกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาก็รีบเร่งฝีเท้าให้มากขึ้น รองเท้าที่ใส่มาวันนี้คล้ายจะฉีกขาด สภาพของมันในตอนนี้ไม่ต่างอะไรเลยกับรองเท้านักกีฬาที่โหมหนัก “ ชุน ! พี่กำลังไปหาแล้ว ! ”
“ พี่อิคคิ !! โอ้ย !!! ” ตามด้วยเสียงอุทานคล้ายกำลังเจ็บปวด ... เสียงที่แทบพรากเอาลมหายใจของเขาไปด้วยเช่นกัน หัวใจของเขาเริ่มร้อนรน เมื่อพยายามวิ่งไปเท่าไร เขาก็ไม่เห็นร่างของคนเป็นน้อง นึกเจ็บใจที่ตัวเองไม่สามารถวิ่งให้เร็วได้มากกว่านี้ ... ไม่สามารถที่จะก้าวให้ยาวกว่านี้
... ไม่สามารถปกป้องชุนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายได้เลย ...
กรร !!!
กับเสียงที่ยิ่งกว่าเสียงของพญามัจจุราชที่พร้อมจะควาญดวงใจของเขา ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะสะดุดล้ม ทว่าเป็นเพราะความอ่อนล้าที่เกิดขึ้นประกอบกับความรีบเร่งจึงทำให้เขาไม่ทันได้สังเกตเห็นก้อนหินที่ขวางอยู่ ร่างที่นับว่าสูงกว่าเด็กทั่วไปพลันล้มลง รองเท้าข้างขวาหลุดค้างอยู่กับโขดหิน ...
พลันรู้สึกได้ถึงอาการเจ็บแปลบที่ข้อเท้า กระนั้นเขาก็ไม่สนใจ หรือพูดให้ถูกคือไม่คิดที่จะใส่ใจ โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองซากรองเท้าที่ถูกทิ้งไว้ เขาเลือกที่จะก้าวต่อไป ยังทิศที่เขาเคยได้ยินเสียงของชุน
แม้จะสะบักสะบอม ลำบากยากเข็ญสักเท่าไร เขาก็พยายามลากขาที่เหมือนจะแพลงเดินเรื่อยไป จวบจนกระทั่งเขาได้แหวกพุ่มไม้ใหญ่พุ่มหนึ่งออก
...ภาพพระจันทร์ลอยเด่นก็ปรากฏชัด...
เบื้องหน้า ... มีแผ่นหลังของเด็กหนุ่มอายุราว 10 กว่าปียืนตระง่านอยู่ด้านหน้าร่างที่นอนนิ่งของเสือโคร่ง
เด็กหนุ่มคนนั้นมีผมสีน้ำตาลยาวระต้นคอ ลักษณะท่าทางกระเดียดไปทางชาวต่างชาติมากเกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นคนญี่ปุ่น ทั้งอาภรณ์สวมใส่ที่ดูไม่เคยคุ้น ด้วยมันเป็นเสื้อซึ่งประกอบไปด้วยเสื้อสีน้ำตาลที่ค่อนข้างยาว หากมีเชือกผูกบริเวณเอว และกางเกงเข้ารูปสีขาวรับกับรองเท้าที่มีเชือกพันขึ้นมาเกือบถึงเข่า
ทุกๆ อย่างที่ประกอบมาเป็นตัวเด็กหนุ่ม ล้วนบ่งบอกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนญี่ปุ่น
ทว่าสิ่งที่ควรสงสัยในตอนนี้ หาใช่เรื่องที่ว่าอีกฝ่ายเป็นคนชนชาติอะไร โดยไม่ลังเล เขารีบเอ่ยปากถามออกไปว่า “ ชุนละ !? ชุนอยู่ที่ไหน ? ”
“ พี่อิคคิ ! ”
เสียงนั้นดังขึ้นมาจากร่างของบุคคลแปลกหน้า
ทันทีที่เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลสั้นหมุนตัวกลับมา เขาก็ได้เห็นว่าน้องชายของเขาอยู่ในอ้อมกอดของชายผู้เป็นเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตแสนเศร้า
“ นี่พี่ชายของหนูหรอ ? ” กับสำเนียงญี่ปุ่นที่ฟังดูแปร่งๆ ก่อนที่คนถามจะอุ้มร่างเล็กลงมายืนกับพื้น ณ ตอนนั้นเองที่เขาอดรู้สึกโล่งอกไม่ได้เมื่อเห็นว่าชุนยังคงสบายดี “ ดีนะ ที่ฉันมาทำธุระแถวนี้พอดี วันหลังพวกหนูอย่ามาเดินในป่ามืดๆ ค่ำๆ แบบนี้เลย มันอันตราย ”
“ ขอบคุณฮะ ! พี่ไอโอเรีย !! ” น้ำเสียงใสเอ่ยขอบคุณผู้มีพระคุณของตน คนที่ชื่อว่าไอโอเรียยิ้มนิดๆ ก่อนใช้มือลูบหัวทุยซึ่งปรกไปด้วยเส้นเกศาสีแมกไม้
หากเมื่อความเป็นห่วงได้จางหายไปจากใจ ความรู้สึกหวาดกลัวบางอย่างก็เข้ามาทดแทน โดยไม่รู้ตัว เขาเผลอเสียงแข็งกับคนเป็นน้อง เผลอ... ใช้สายตาดุมอง ... สายเลือดเดียวกันของตน “ นายมาทำอะไรที่นี้ ชุน ”
ก่อเกิดเป็นท่าทีตกใจปนหวาดกลัวในอารมณ์ที่ไม่เคยเห็นของผู้เป็นพี่ โดยไม่รู้ตัว ชุนเผลอเดินเข้าไปหลบข้างๆ ตัวของคนอายุมากกว่า เป็นทีที่ชาวต่างชาติถึงกับหลุดยิ้มอ่อนโยน
“ ไม่บอกพี่เค้าไปละ ชุน ? ”
เด็กน้อยได้แต่ส่งสายตาไม่แน่ใจไปถามคนทั้งสองสลับไปมา
จำต้องให้ผู้เป็นพี่เอ่ยสำทับ ชุนจึงยอมเดินสั่นๆ เข้ามาหาผู้เป็นพี่ “ เป็นลูกผู้ชายอย่ามัวแต่หลบสิ ชุน ”
“ ผ... ผม ”
“ พูดเสียงดังๆ ! ” น้ำเสียงเหมือนจะเอ็ด แต่มือที่จับบ่าเล็กไว้หลวมๆ นั้นมากพอที่จะทำให้คนถูกสัมผัสใจชื้น โดยไม่มองหน้าของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ ชุนสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อตรงกลางอกของตน ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา
มันคือต้นไม้ขนาดเล็กที่ประกอบด้วยใบขนาดเล็กสี่แฉกตรงลำต้นของมัน
... คนหลายๆ คนต่างเรียกมันว่าใบโคลเวอร์ 4 แฉก ชุนค่อยๆ ยื่นมันให้กับเขาด้วยมือสั่นเทิ้ม
“ นะ... เนื่องในวันเกิดของพี่ … ขะ... ขอให้พี่มีความสุขฮะ ... ” พร้อมกับรอยยิ้มสดใสที่เขาเคยบอกอีกฝ่ายว่าชื่นชอบมันหนักหนา แม้รอยยิ้มของชุนในวันนี้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน แม้ในเวลานี้จะไร้ซึ่งแสงอื่นใดนอกจากแสงจันทร์ ... หาก ... รอยยิ้มนี้กลับดูสวยงามยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
รอยยิ้มของคนที่ได้ทำในสิ่งที่ตนต้องการสำเร็จมักสวยงามเช่นนี้เสมอ
ด้วยความสามารถเพียงเล็กน้อย ทั้งยังไม่มีเงินมากพอจะไปซื้อของขวัญให้กับคนสำคัญ
เช่นนั้น เมื่อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานใบโคลเวอร์ 4 แฉกซึ่งจะนำพาความสุขมาให้กับผู้เป็นเจ้าของ ชุนจึงตัดสินใจออกมาตามหาตั้งแต่เช้า ...
ความที่เคยหาในสวนสาธารณะทั่วไปแล้วเขาก็ไม่เคยเจอ มาวันนี้เด็กชายจึงเลือกที่จะออกมาหาในสถานที่ที่อันตรายเช่นนี้
“ ละ... แล้วก็ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง ... ทำให้พี่ต้องเข้ามาในที่อันตรายแบบนี้ด้วยฮะ ” กระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะเป็นห่วงเขา ... เข้าใจจิตใจของเขา ...
หัวใจที่ร้อนรุ่มคล้ายจะเย็นลงเมื่อเขายื่นมือไปรับของขวัญวันเกิดชิ้นเล็ก หากมีค่าในหัวใจ ...
ความรักที่ว่ามากแล้ว พลันมากขึ้นทบเท่าทวี
ราวสายน้ำ... รดรินในพื้นที่แห้งแล้ง
ท้ายที่สุดเขาก็คว้าร่างเล็กบางของน้องชายเข้ามาโอบกอด น้องชายที่คนหลายๆ คนคิดว่าเป็นได้เพียงภาระ ...
ทั้งๆ ที่ น้องของเขามีค่า ... มากกว่านั้น
ยิ่งกว่าแก้วตา ... และดวงใจ ...
คนที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อเขา แม้ว่าจะต้องทดเหน็ดเหนื่อยหรือต้องฝ่าอันตรายใดๆ
คนที่ยอมทำในสิ่งที่ไม่เคยคุ้น ยอม... ที่จะทำในสิ่งที่ตนหวาดกลัว
“ สุขสันต์วันเกิดฮะ พี่ ”
ไม่จำเป็นต้องมีของขวัญเลิศอันใด
ไม่จำเป็นต้องมีงานเลี้ยงครื้นเครงใหญ่โต
เขาผละออกมามองใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ไม่ว่ามองเมื่อไรก็สว่างไสวเสมอ ชุนมอบมันให้กับเขาทุกครั้ง รอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกอบอุ่นใจ ... ด้วยรอยยิ้มนั้นทำให้คนมองรับรู้ได้ ... ว่าตนมีค่ามากแค่ไหน
... ชุนคือความหมายของชีวิตของเขา ...
“ อันที่จริงผมกะจะเอามันไปอัดกรอบ ทำเป็นสร้อยคอให้พี่ฮะ แต่ว่า... คงไม่ทันซะแล้ว ”
“ ไว้ไปทำด้วยกันพรุ่งนี้ก็ได้ชุน ” เขารีบเอ่ยขัดพลางใช้มือลูบศรีษะทุย เมื่อเห็นว่าใบหน้าใสเริ่มหมองเศร้า “ แค่นี้พี่ก็ดีใจมากแล้ว แต่จะดีใจมากกว่านี้ ถ้าน้องสัญญาว่าจะไม่มาที่อันตรายๆ แบบนี้อีก ” ไม่ลืมสิ่งที่คาใจของตน
แรกสุด ชุนทำท่าอึกอักเล็กน้อย คล้ายจะเถียงว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้นไม่ได้อันตรายอย่างที่ผู้เป็นพี่คิด ทว่าครั้นพอเหลือบไปเห็นสายตาของอีกฝ่ายที่ส่งสัญญาณให้ไปมองร่างเสือโคร่งที่นอนอยู่ไม่ห่าง ชุนก็เลือกที่จะกลืนคำของตนไปภายในทันที
… ในเมื่อจะเถียงไป ... ก็รู้อยู่ว่าแพ้แน่ๆ ...
หลักฐานมันเต็มๆ ตาขนาดนี้เลยนินะ ...
“ ฮะ พี่ ”
“ เป็นลูกผู้ชาย สัญญาแล้วต้องทำตาม ห้ามคิดเข้าข้างตัวเอง ที่ไหนที่มีคนบอกว่าอันตราย ถึงน้องจะคิดว่ามันไม่อันตรายก็ห้ามเข้า หรือถึงจะเข้าไปเพื่อพี่ ก็ไม่ต้อง ”
“ ไม่ฮะ ” ตอบฉะฉาน แม้จะนึกหวาดกลัวอยู่บ้าง ทว่า... จะให้สัญญาในสิ่งที่พี่ชายก็รู้ว่าทำไม่ได้แบบนี้ ... เด็กน้อยทำไม่ได้จริงๆ
“ ชุน... ” เขาเอ่ยเสียงอ่อน ...
“ ชุนเค้าอุตสาห์คิดจะทำเพื่อนาย ไม่เห็นต้องกีดกั้นเลยนิ ? ” กลับกลายเป็นเสียงที่เริ่มแตกหนุ่มของชายแปลกหน้า ณ ตอนนี้เองที่เขาหันกลับไปให้ความสนใจกับผู้มีพระคุณของพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง “ น้องของนายเขาก็อยากจะทำอะไรเพื่อนายอย่างที่นายทำอะไรเพื่อเขาเหมือนกัน นายก็เข้าใจหน่อยสิ ”
เหตุผลเหมือนจะได้ ... ทว่า สำหรับคนขี้ห่วง ไม่มีทางจะยอมรับโดยง่าย
จำต้องให้ไอโอเรียพูดสำทับ เขาจึงต้องยอม ... ทุกกรณี “ หรือนายจะให้น้องของนายเป็นไข่ในหินต่อไป ยอมรับเถอะ นายก็รู้ไม่ใช่หรอว่า ชุนเขาจริงๆ เข้มแข็งกว่าที่นายเห็นมากนัก ”
อย่างน้อยก็มากกว่าพวกเด็กเกเรที่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าตน
“ ถ้านายยังไม่ยอมให้เขาทำอะไร ชุนได้เป็นเด็กอ่อนแอแน่ๆ ” พูดราวกับอยู่ในใจของคนคิดจะเถียง ท้ายที่สุด เขาก็ต้องพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อย หันไปสบตากับนัยน์ตาสีมรกตที่จ้องรอคำตอบอยู่ก่อน
“ ถ้านายจะสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรเกินตัว และอยู่ในสายตาของพี่ละก็... ”
“ ฮะ ! พี่ ! ” ด้วยน้ำเสียงรื่นเริง ด้วยเป็นครั้งแรกที่เขายอมลงให้ถึงเพียงนี้ เพราะความดีใจจึงทำให้ชุนกระโดดกอดคอเขาอย่างสดใส ก่อเกิดเป็นรอยยิ้มบนริมฝีปากหนาของคนที่อยู่ในสถานการณ์ทุกคน มือเล็กแต่ดูแข็งแรงลูบไปตามแผ่นหลังของคนเป็นน้อง รู้สึกเปี่ยมสุขเช่นกัน
มั่นใจได้ว่าพวกเขาจะจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันนี้ไปอีกนานแสนนาน ...
หลังจากนั้นไอโอเรีย ชายหนุ่มที่เขาเพิ่งรู้ว่ามาจากประเทศกรีกอันไกลโพ้น ก็เป็นคนพาพวกเขาทั้งสองกลับมายังสถานีเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อมาถึงทั้งเขาและน้องชายก็ล้วนถูกครูดุว่ากันยกใหญ่สำหรับชุน ฐานออกไปข้างนอกโดยไม่บอกใครซ้ำยังเดินเข้าไปในสถานที่อันตรายอย่างป่ารกชันในเมือง ส่วนสำหรับเขา.. ก็ด้วยสาเหตุที่ว่าไม่ยอมกลับมาที่สถานีเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งๆ ที่ถูกสั่งไว้ว่าให้กลับก่อนพระอาทิตย์ตก นอกเหนือจากนี้ยังทำตัวกล้าเกินเด็ก ไปตามหาน้องชายที่ป่าอันตรายนั้นอีก
สำหรับไอโอเรีย ... นอกเหนือจากคำขอบคุณ ปนทึ้ง พร้อมกับคำเชิญชวนให้นอนพักอยู่ด้วยกันสักคืน ก็ไม่มีใครพูดกับเด็กหนุ่มอีก
ไอโอเรียไม่ได้บอกเรื่องที่เขาสามารถจัดการเสือโคร่งด้วยมือเปล่าให้ใครฟัง คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรที่จะบอก เด็กหนุ่มพูดออกไปเพียงว่าเขาเป็น ‘นักท่องเที่ยว’ ที่บังเอิญเข้าไปเจอเด็กทั้งสองแล้วพาออกมาเท่านั้นเอง
นอกจากนี้เขาก็ไม่สามารถที่จะพักพำนึกในสถานที่เช่นนี้ได้ ด้วยเหตุที่ว่า ขณะนี้เขาอยู่ในระหว่างการเดินทาง ที่หากล่าช้า เขาก็อาจจะโดน... ผู้ปกครองเพ่งเล้งเอาได้
ประโยคหลังๆ คนผมน้ำตาลพูดด้วยน้ำเสียงดูเศร้า คล้ายคนมีปมด้อยภายในใจ ชุนซึ่งสังเกตเห็นมันคนแรกได้ยื่นมือเล็ก ๆ เข้าไปจับที่แก้มของเด็กหนุ่ม ก่อนเอ่ย “ ถ้าพี่ว่างเมื่อไร มาหาพวกผมที่ ‘บ้าน’ ได้นะฮะ ผมมีที่ๆ อยากพาไปเยอะแยะ เต็มไปหมดเลย ! ”
คำที่แสนอ่อนโยน ... ด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดูจนครูสถานีเลี้ยงเด็กถึงกับหัวเราะคิก พวกเธอพูดต่อ
“ ญี่ปุ่นเป็นเมืองสวยค่ะ ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูซากุระบานจะสวยมาก ทางเราจะรอนะคะ ”
แลได้รับเป็นการโน้มใบหน้าลงต่ำของเด็กหนุ่ม ผู้ที่ไม่ได้ชื่อว่าเป็นเพียงคนนอกอีกต่อไป
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
แล้วกาลเวลาก็ได้ผ่านพ้น ใบไม้ค่อยๆ ร่วงหล่น ก่อนดอกซากุระพลิบาน แล้วจึงร่วงโรย...
สายลมพัดพาเอาทั้งกลิ่นหอมของดอกไม้ กลิ่นของไอแดด กลิ่นใบไม้แห้ง และกลิ่นแห่งความหนาวเย็น
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ที่ชุนลอบมองเหม่อสายตาออกไปข้างนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยต้นซากุระอันไร้ดอก พลางลอบถอนหายใจด้วยสาเหตุที่ว่าปีนี้ พี่ไอโอเรียก็ไม่เดินทางมา
.... เนิ่นนานจนพวกเขาทั้งคู่ลืมสิ้นถึงใบหน้า และน้ำเสียง แม้นจะไม่อยากลืม
หากมีสิ่งเดียวที่ชุนยังคงจำได้ ...
นั้นคือแววตาเจือความเหงาหงอยของเด็กหนุ่ม ที่ครั้งหนึ่งเคยหลุดพึมพำออกมาว่า ‘ การมีพี่น้องอยู่ด้วยนี่ ดีจังเลยนะ ’ ในตอนที่ทั้งชุนและผู้เป็นพี่กำลังพูดคุยสนิทสนมกัน…..
กลีบดอกไม้สีชมพูหวานค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้น สายลมอ่อนๆ โพยพัดนำพาความสดชื่นละมุ่นให้แก่คนทุกผู้ในแดนอาทิตย์อุทัย ท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่ร่วงโปรยปราย เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแมกไม้แลดูเข้ากับสภาพที่รายล้อมค่อยๆ ยกมือเล็กขึ้นจับเส้นผมเหน็บเข้ากับหู นัยน์ตาสีมรกตมองขึ้นไปบนต้นซากุระต้นใหญ่ในสถานีเลี้ยงเด็กกำพร้าของตน หลังเล็กแบกเป้สะพายขนาดหย่อมเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างถูกคนเป็นพี่จับกอบกุมไว้แน่น
… วันนี้เป็นวันที่พวกเขาจะย้ายไปอยู่ในสถานีเลี้ยงเด็กในตระกูล ‘คิโดะ’ …
“ ขอบคุณที่ดูแลพวกผมมาตลอด ” ชุนที่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเด็กขี้แยพูดด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ แม้เขาจะพยายามใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดซับหยาดน้ำตาให้ แต่มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จวบจนกระทั่งเห็นว่าบางทีการร้องไห้อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอีกฝ่ายในตอนนี้ เขาก็ตัดสินใจไม่ว่ากล่าวอะไรอีก นอกเสียจากจะยืนอยู่ข้างๆ คอยลูบหลังให้เท่านั้น “ ผมจะไม่ลืมทุกๆ คนเลยฮะ ฮือ... ”
“ เราก็จะไม่ลืมชุนกับอิคคิเหมือนกันจ๊ะ ” ด้วยหยาดน้ำที่เอ่อคลอเช่นกัน แม้จะพยายามทำใจให้ยอมรับสภาพที่เด็กของตนจะจากไป กระนั้น ... ทุกๆ ครั้งที่เธอจะต้องมายืนลา ... ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะสามารถทำใจได้ หลังจากที่หญิงสาวพยายามกลืนก้อนสะอึกของตนแล้ว เธอก็โน้มตัวลงมากอดคอของเด็กชายทั้งคู่ เพื่อเอ่ย... คำลา.. “ อิคคิดูแลน้องชายดีๆ นะจ๊ะ ไปบ้านคิโดะแล้ว ก็อย่าดื้อให้มาก หัดยิ้ม หัดหัวเราะ หัดเล่นซนแบบเด็กๆ ทั่วไป ไม่ต้องพยายามเป็นผู้ใหญ่ตลอดเวลาก็ได้ ส่วนชุน ถึงจะเหงาก็พยายามทนไว้นะ อย่าทำให้พี่ชายเป็นห่วงมาก เป็นเด็กดีเชื่อฟังพี่ ถ้าเหงามากไว้ว่างๆ ค่อยกลับมาที่นี้ก็ได้ ที่นี้คอยต้อนรับเสมอ ”
สิ้นเสียง ... ชุนก็ปล่อยมือจากคนเป็นพี่ กอดรัดร่างผอมบางของหญิงสาวที่ไม่มีอะไรสวยงามไปกว่าหัวใจ
คนที่สร้างที่อยู่ให้กับเขา ...
คนที่คอยเลี้ยงดูเขา ... เปรียบประดุจมารดา
“ ผมไม่ไปแล้วได้ไหมฮะ ! ผมอยากอยู่ที่นี้ ! ” เป็นครั้งแรกที่ชุนซึ่งปกติจะว่าง่ายเลือกขัดขืน เสียงพูดฟังไม่ได้ศัพท์เพราะคนพูดกำลังร้องไห้ซุกเอวของหญิงสาวอยู่นั้นแทบจะทำให้เธอนึกจะยกเลิกการให้เดินทั้งสองไปยังบ้านคิโดะ
กระนั้น เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เธอทำจึงกลายเป็นกอดร่างเล็กตอบเพียงแผ่วเบา ก่อนถาม “ ชุนจ๊ะ ชุนคิดว่าเพราะอะไรการพบกันถึงได้สำคัญงั้นหรอ ? ”
สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการส่ายหน้า
เป็นคราวที่หญิงสาวจะยิ้มอ่อนโยน ... “ เพราะว่ามีการลาจากยังไงละ ”
สายลมค่อยๆ พัดปลิ้ว ... นำลมหนาวให้พัดผ่าน ...
“ ถ้าหนูชุนรักครู ต่อจากนี้ก็แค่คิดถึงครูมากๆ ก็พอ แล้วก็อย่าลืมแวะมาหาครูนะ ”
นั้นคือคำพูดสุดท้าย ... ก่อนที่ร่างของชุนและเขาจะถูกคนของบ้านคิโดะมารับขึ้นรถ ...
ร่างของคนที่เปรียบดังมารดาคนที่สองค่อยๆ ห่างไปเรื่อยๆ ร่างที่เคยคิดว่าใหญ่โตมาตอนนี้กลับค่อยๆ เล็กลง ชุนมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยน้ำตาหนองหน้า สะอื้นฮักไปตลอดทาง
ครั้นเขาใช้แขนโอบรัดร่างเล็กให้มาพิงซบ เด็กหนุ่มก็ยิ่งร้องหนัก เสื้อผ้าที่ใส่มาเริ่มชื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ...
“ พี่ฮะ พวกเรากลับไปอยู่ที่เดิมไม่ได้หรอฮะ ทำไมต้องไปที่บ้านคิโดะอะไรนั้นด้วย ”
เป็นคำถามที่เล็ดรอดออกมาจากกลีบปากบางตลอดทาง
ด้วยเพราะคำว่า ... คิดถึง ... มันเป็นคำที่แสนทรมาน
ที่คิดถึง ก็เพราะไม่อาจไปเจอ
ที่คิดถึง ก็เพราะต้องไกลห่าง
จำต้องให้เขาเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มยิ่งกว่าครั้งใด หยาดน้ำใสจึงหยุดริน
“ ระยะทางมันไม่ได้ไกลอย่างที่ชุนคิดหรอกนะชุน ครูเค้าก็บอกไม่ใช่หรอ ว่าให้แวะไปหาครูเขาบ้าง ถ้าชุนอยากกลับบ้านเลี้ยงเด็กนี้เมื่อไร ”
“ พี่จะพาชุนมาเอง ”
ดุจคำสัตย์สาบาน ... คำพูดที่มิมีวันหวนกลับ
พร้อมกับรอยยิ้มซึ่งหาได้ยากยิ่งบนใบหน้าคม
... คำพูดที่พาให้รู้สึกเต็มตื้นหัวใจ ...
ชุนเงยหน้าขึ้นมามองเขา ใบหน้าน่ารักยังคงเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำ ทว่า ความรู้สึกคล้ายจะมีความหวังได้ปรากฏขึ้นบนนัยน์ตาคู่สวยแล้ว ก่อนกลีบปากบางจะคลี่ยิ้ม... คลี่ยิ้มทั้งน้ำตา
“ สัญญานะฮะพี่ ”
พร้อมกับยื่นนิ้วก้อยขึ้นมาราวกับต้องการข้อผูกมัดอย่างเด็กๆ เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะยื่นนิ้วก้อยออกไปไขว้กับนิ้วป้อมเล็กๆ นั้น
ก่อนที่รอยยิ้มของคนที่มีความสุขจะปรากฏบนใบหน้า รอยยิ้ม ... ที่ยิ่งกว่าแสงอาทิตย์
คล้ายคลึงกับจะได้เห็นภาพซ้อนทับ ช่วงเวลานี้เอง ที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มหากเลอะไปด้วยฝุ่นดินได้ย้อนกลับเข้ามาในหัว
... วันที่ชุนได้มอบใบโคลเวอร์ให้แก่เขา ...
ทั้งความรู้สึกเต็มตื้น และต้องการปกป้องทะนุถนอมพุ่งสูง ทั้งความรู้สึกไม่ต้องการให้ใครพลัดพรากร่างเล็กไปจากอ้อมอก .. ทุกๆ อย่างล้วนเกิดขึ้นในเสียววินาทีนั้นเอง
มีเพียงชุนเท่านั้นที่เขาไม่ต้องการจะเห็นหยาดน้ำตา
ไม่ต้องการเห็นใบหน้าที่หมองเศร้าของคนที่มีจิตใจสวยงามยิ่งกว่าใคร
เพราะนาย ... เป็นยิ่งกว่าแสงสว่าง
นัยน์ตาที่บ่งบอกความรู้สึกว่าจริงจังแน่แล้ว หากน้ำเสียงที่เปล่งออกไป .. หนักแน่นยิ่งกว่า
ด้วยคำๆ นั้น ... เป็นคำที่มีความหมาย ไม่แพ้ถ้อยคำใด ด้วยมันคือคำ
“ พี่สัญญา... ”
จากปากของคนที่ไม่คิดจะผิดคำพูดของตน
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความน่ารักของน้องชายของเขาเท่านั้น ความน่ารักที่ทำให้เขารักและคิดอยากจะปกป้องดูแลน้องของเขาตลอดไป
ยอมรับจากใจเลยว่า เขาไม่ต้องการจะเห็นใบหน้าอาบน้ำตาของชุนอีก บอกตามตรงตอนที่เห็นน้ำตาของชุน มือไม้ของเขาก็สั่นไปหมด สัญญากับตัวเองเลยว่าเขาจะกำจัดต้นตอที่ทำให้ชุนร้องไห้ให้หมดไป
เอาจริงๆ แล้วเรื่องราวทั้งหมดยังมีต่อ ด้วยหลังจากที่เขาให้สัญญากับชุนไป เขาก็บอกคำบางอย่างที่ทำให้ชุนรู้สึกใจชื้นยิ่งขึ้น ... แน่นอนว่าสิ่งนั้นเองก็เป็นความปรารถนาของเขาเช่นกัน
นั้นคือ ... คำที่ว่า พี่จะอยู่กับน้องตลอดไป ...
กับน้องที่แสนน่ารักคนนี้
จะไม่ทิ้งน้องให้อยู่คนเดียว หรือแม้จะต้องไกลห่าง พี่ก็จะมารับเสมอ
เพราะชุนคือสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวของเขา
คนเพียงคนเดียวที่สำคัญที่สุด
และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ....
The End
ปล. ว่าแต่ อ่านถึงตรงนี้แล้ว ยอมรับกันไหมว่าน้องชายของผมน่ารัก =w= หึหึ
ปล2. บอกไว้ก่อนนะ ว่าผมไม่ได้เป็นบราค่อน ! ลองให้คุณมีน้องอย่างผม คุณก็ต้องรักน้องเหมือนกันนั้นแหละ !
ปล3. อันนี้ไม่ใช่อะไรแต่ขออวดหน่อยเถอะ ไอ้ที่ผมพูดมาหลังๆนะ ไม่ได้ต้องการโชว์ความน่ารักของชุนหรอก โชว์มากๆ เดี๊ยวถ้าพวกคุณมาหลงน้องผม ผมไม่ซวยแย่หรอ ! ที่เล่าให้ฟังนะ เพราะผมจะบอกต่างหากว่ายังไงนะ
สำหรับชุน ผมก็ที่ 1
กร๊าก/
จบเหอะ =[]=!!!! (เดี๊ยว blog ฉันอุกกาบาตลง !)
========================================================
คะ ก็จบไปแล้วนะคะ >< สำหรับฟิค HBD พี่เท็ม !! เย้ๆๆๆ ในที่สุดก็จบจนได้ค่ะ >[]<
แรกสุดก็ขอพูดว่าสุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะคะ >[]<! ถึงแม้มันจะนานแสนนาน กินเวลาเป็นเดือนๆ T T ~ แต่ยังไงก็ขอบอกค่ะว่า >[]< รักพี่มากเลยนะคะ ~ (ติดใจตั้งแต่วันที่เห็นพี่ขึ้นเวที กร๊าก) ขอให้พี่มีความสุขมากๆ คิดอะไรก็สมปรารถนา คิดชุนได้ชุน (? แต่ไปแย่งกับพี่อิคคิเอาเองนะคะ =w= ) คิดอิคคิชุนได้อิคคิชุน (กร๊าก) คิดอัสเดฟได้อัสเดฟ (เอ๊ะ ? อันหลังยังไงๆ ?) -à เอานาๆ เห็นว่าพี่ลัทธิ brother complex หรอก >[]< ! ขอให้พี่พบเจอแต่เรื่องที่ดีๆ ค่ะ เจอแต่คนดีๆ เข้ามาในชีวิต มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และได้เกรดเอๆ (ฮา)
ยอมรับค่ะว่าฟิคอิคคิชุนนี้เป็นฟิคที่เวลาแต่งเนี่ย =[]= เกิดเรื่องทรหดขึ้นหลายเรื่องมาก นับตั้งแต่คอมที่แต่งฟิคค้างไว้ไม่ได้อยู่กับตัว ไปจนถึง อัสเดฟฟีเวอร์ (เอ๊ะ ? งงๆ ?) หลงรักเมะ S (=w= ) ไปจนถึงหลงรักเคะซึน ? หวิดเกือบแต่งพี่อิคคิโหดๆ ชุนซึนไปเลยค่ะ ...
สำหรับคู่อิคคิชุนในอิมเมจของ mummy มันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างอ่อนโยนมากๆ คุณพี่ตามใจคุณน้อง คุณน้องตามใจคุณพี่ เป็นความสัมพันธ์แบบ อืมมม อารมณ์เหมือนกับต่างเป็นต้นไม้ใหญ่ให้พักพิงกันและกัน อารมณ์ประมาณนั้นเลยค่ะ
อิคคิชุนถือเป็นคู่วายคู่แรกที่ mummy จิ้นในเซย่าภาคปกติ และก็เป็นคู่วายคู่แรกที่ชอบในเซย่าภาคปกติด้วย (เพราะ mummy อ่านภาคลอสแคนวาสก่อนนะคะ = =’ คู่แรกของเซย่าเลยตกเป็นของลอสแคนวาสไป) เป็นคู่ที้บ้าได้พักหนึ่ง และเป็นคู่ที่ mummy เขียนฟิคเป็นคู่แรกในเซย่า ... (จริงๆ นะคะ ก่อนคาลเด มี่มิวอีก =[]=! ) แต่อนิจจา ไม่รู้ด้วยเหตุผลอันใด จึงทำให้ไม่มีโอกาสได้ประกาศสู่สาธารณชน ... (อันที่จริงคือโดนโยนให้ไปอยู่ในเนื้อเรื่อง faux ภาคสามค่ะ =w=’’ หวังว่าเราคงไม่ได้สปอยหรอก ชิมิ ... )
ยอมรับว่าเป็นคู่ที่ อืมม ยังคงอิมเมจเดิมไว้อย่างคงเส้นคงวามากๆ ค่ะ ... เพราะส่วนตัวตอนแรกจิ้นยังไง ตอนนี้ก็จิ้นอยู่อย่างนั้น =w=
อาพล่ามมาเยอะแล้ว >< ตอนนี้แอบดึกแล้วเหมือนกัน mummy ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ชะแว่บ ~~
ปล. ขอดองคอมเม้นท์ไว้นะคะ = = ไว้ครั้งหน้าจะมาตอบแล้วค่ะ ><
ปล2. ฟิคหน้า มาลุ้นกันค่ะ ว่าอะไรจะออกก่อน ระหว่าง คาลเด อัสเดฟ หรือรอสชู่ (ตามรีเควส =w=) หรือว่า ... faux ! นิยายดองโลกลืม (ฮา) หรือว่า =[]= ไม่แน่อาจจะเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่ใน choice ค่ะ = w = เอวัง