[Fic Saint Seiya] Welcome to Sanctuary's land ! (HBD Zuna chan)
posted on 24 Oct 2009 17:57 by mini-mummy in fiction[Fic Saint Seiya] Welcome to Sanctuary's land ! (HBD Zuna chan)
Pairing: Milo x Camus , Aiolos x Shura , Radamantis x Kanon
Authors: mini_mummy_noel
========================================================
เสียงสายลมพัดส่งเสียงหวีดหวิวปะทะกับใบหน้า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องฟังดูสดใสร่าเริงปะปนไปกับเสียงโห่ร้องด้วยความหวาดกลัว ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักรบเกราะทองผู้ยิ่งใหญ่กลับมิสามารถที่จะส่งเสียงใดๆ ให้เล็ดรอดจากริมฝีปาก เมื่อ …
จู่ๆ ไอ้รถไฟที่เขานั่งก็กลับตัวตีลังกา 360 องศา สามตลบ !!!
“ ว้าว !!!!!!!!!!!!!!! ” พร้อมเสียงร้องสะใจติดจะสนุกสนานของใครอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า เส้นผมสีน้ำเงินยาวปลิวสยายไปกับแรงลม เคลียไปตามลำแขนทั้งสองที่ยกขึ้นโบกไปโบกมาด้วยความรื่นเริง ! “ เป็นไงบ้าง ชูร่า ! ร้องออกมาดังๆ สิ อย่ามัวแต่เงียบ !! ”
มันร้องออกไปได้ที่ไหนละฟระ !
ขืนอ้าปากออกตอนนี้ สงสัยไอ้อาหารเช้าท่าเพิ่งกินไป ได้ออกมาหมดเป็นแน่ !
“ อย่าไปสนเจ้าคาน่อนมันเลย ถ้านายหวาดเสียวก็หลับตาไปก่อนก็ได้นะ ชูร่า ? ” เป็นน้ำเสียงทุ่มนุ่มอ่อนโยนขัดกับเหล่าสุรเสียงกรีดร้องของทุกผู้คนที่อยู่รอบบริเวณ แรกสุดเจ้าของนามเดียวกับองค์เทพในตำนานเกือบจะหันไปเอ่ยปากขอบคุณแล้วหากไม่ติดที่ว่า … “ เดี๊ยวโค้งด้านหน้ามันจะมีตีลังกาอีกห้ารอบ จากนั้นก็เลี้ยวโค้งซ้ายขวาเข้าถ้ำไป เห็นว่าในถ้ำมันจะมีหุ่นผีโผล่ออกมาด้วย ถึงตอนนั้นฉันจะบอกให้นายลืมตาขึ้นมาดูละกัน ”
…..
ไม่ ได้ ขอ !!!!!!!!!!
แล้วก็ไม่ต้องบอกก็ได้ !!!
อาเธน่าช่วยพาผมลงไปจากไอ้รถไฟบ้าๆ นี้ทีได้ไหมคร๊าบบบบบบ T[]T !!!!!!!!
…. (=[]= ) ( =[]=) …
….
… ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันที่แล้ว …
“ แซงทัวรี่แลนด์ ? สวนสนุกนะหรอ ? ”
“ ใช่ เห็นว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจของตระกูลคิโดะ … อาเธน่าบอกว่าอยากมีสถานที่ที่มอบทั้งความสุข สนุกและความหวังให้กับคนในแซงค์ทัวรี่ เลยบอกให้คนมาสร้างตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ” น้ำเสียงติดจะราบเรียบผิดกับข้อความที่ผู้พูดกำลังต้องการจะสื่อ หรือเอาเข้าจริงแล้วตัวผู้พูดดูคล้ายจะไม่ใคร่ให้ความสนใจกับเรื่องที่พูดอยู่เพียงนิด ด้วยมันยังมีอะไรที่เขาให้ความสนใจมากกว่า “ พรุ่งนี้เป็นวันเปิดบริการวันแรก มิโร่เองก็ดูตื่นเต้นอยากจะไปเหมือนกัน ”
“ เพราะจะได้ไปกับนายละสิ ” น้ำเสียงติดจะขำขันดังขึ้นจากชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของชุดคล๊อธซาจิทาเรียส … ไอโอรอสยิ้มนิดๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาขยี้เรือนผมสีดำสนิทของคนที่อยู่ข้างๆ แม้ไม่นานหลังจากนั้นจะถูกมือเรียวปัดออกไปก็ตาม “ ชูร่าอยากไปบ้างหรือเปล่า ”
“ ไม่… ”
“ ฉันอยาก ! ” รีบเอ่ยขัดพร้อมกับถลาตัวเข้ามากลางวงสนทนา มือที่ผ่านสงครามมาหลายครั้งหลายครายกขึ้นสูง โบกไปโบกมาอย่างนึกสนุก “ อยู่เฝ้าวิหารทุกวันๆ แบบนี้น่าเบื่อตายชัก ขอออกไปยืดเส้นยืดสายหน่อยละกัน อีกอย่าง… ไปเดทกับมิโร่สองคนไม่สนุกเท่าไปหลายๆ คนหรอก จริงไหม คามิว ”
‘คู่เดท’ ของมิโร่ถึงกับนิ่งไปครู่ มือที่เปิดหนังสือค้างไว้คล้ายกับชะงักไป ก่อนริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มเย็น “ เผื่อนายจะเข้าใจผิด คาน่อน ฉันขอบอกก่อนว่าฉันกับมิโร่ไม่ได้ไปเดทกัน ”
แม้ในสายตาของคนหลายคนจะมองว่าสกอร์เปี้ยน มิโร่ ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างรับกับนัยน์ตาสีแซฟไฟร์คู่คม จะให้ความสนิทสนมกับอควอเรียส คามิวจนพูดได้เต็มปากว่าเหมือนกับคู่รักกันมากแค่ไหน ทว่าก็เหมือนจะมีแต่เจ้าตัวร่างบางผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงเท่านั้นที่มักตอบปฏิเสธอยู่ร่ำไป ร่างบางบ่นอุบอิบ “ ก็แค่หมอนั้นอยากไปเที่ยวเลยชวนฉันไปเป็นเพื่อนแค่นั้นเอง ”
“ เร้อ~ ” คนชอบแซวหยอกเสียงสูง เจมินี่เซนต์คนปัจจุบันยักยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนยื่นหน้าเข้าไปหาคนขี้อาย “ แล้วมันธุระกงการอะไรกับหนอนหนังสือย่างนายที่ต้องไปเป็นเพื่อนเจ้าบ้านั้นด้วยละ… ถ้าเกิดนายไม่ได้รู้สึกอยากไปกับมันจริงๆ ”
หากเป็นสายตาของคนภายนอก หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการกวนประสาทของคาน่อนอาจจะเป็นฉนวนของสงครามพันวันระหว่างโกลด์เซนต์ทั้งสอง ทว่า อาจเป็นเพราะความที่เป็นคนใจเย็น สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้สูง ปฏิกิริยาที่ชายหนุ่มได้รับจึงเป็นเพียงรอยยิ้มนิดๆ ที่ไม่เย็นชาอีกต่อไป ยามที่เจ้าของรอยยิ้มนั้นเอ่ยคำ
“ อย่าไปบอกมิโร่เขาละ ”
เพราะถ้าเขาจะไม่โดนกอดจนลุกไม่ขึ้นสักสองสามวัน ผู้ที่ถูกพูดถึงนั้นแหละที่จะยิ้มเป็นคนบ้าไปเป็นสัปดาห์
“ แลกกับการที่ให้ฉันไปกับพวกนาย โหสินะ พอดีเจ้าพี่บ้ามันไม่ว่าง ” พี่ที่พูดถึงก็คือชายหนุ่มนามซางะ ผู้เป็นถึงอดีตเจมินี่เซนต์ หรือเคียวโกคนปัจจุบันที่สืบหน้าที่ต่อจากเคียวโกชิออนซึ่งตัดสินใจลาพักนับจากที่ต้องโหมงานหนักมากว่า 200 ปี “ ตั้งแต่ได้เป็นเคียวโกนี้ ไม่รู้ลืมน้องชายคนนี้ไปหรือยัง ”
ความหมายในคำพูดนั้นคือความน้อยใจ
ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกหรือเรื่องผิดปกติอันใดที่ชายหนุ่มวัย 28 ปลายๆ อย่างเจมินี่เซนต์จะรู้สึกไม่ดีกับการที่พี่ชายของตนเองไม่มีเวลาให้ ด้วยเพราะนับตั้งแต่เกิดมาชีวิตของเขาก็คล้ายจะมีแต่พี่ชายเพียงคนเดียว แม้เวลานับ 10 กว่าปีที่เขาต้องห่างจากผู้เป็นพี่เพราะความผิดตนจะช่วยให้จิตใจของเขามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อกลับมาพบกับผู้เป็นพี่ชายอีกครั้ง เขาจะสามารถอยู่ได้เพียงตัวคนเดียว
คาน่อนรักพี่ชาย… หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ นอกจากการรับใช้องค์เทพีอาเธน่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดก็คือพี่ชายของเขาเอง
สายสัมพันธ์ของคำว่า ‘ฝาแฝด’ เป็นแบบนี้เองสินะ
ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ความผูกพันที่ก่อเกิดนับแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา
คามิวคิดว่าหากไม่เพราะมีภาระงานที่หนักหน่วง ตัวซางะผู้เป็นพี่ชายเองก็คงจะพยายามให้เวลาแก่คาน่อนผู้เป็นน้องชาย ให้สมกับที่ตนเองเคยทิ้งอีกฝ่ายไว้ในคุกแห่งแหลมสุนีออน
“ ว่างๆ นายก็ไปช่วยงานซางะเขาสิ รายนั้นคงดีใจถ้านายโผล่หน้าไปหาเขาบ้าง ” กลับเป็นชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าอ่อ่นโยนที่สุดคนหนึ่งในดินแดนเซนต์เป็นผู้กล่าวตอบ ไอโอรอสยิ้มนิดๆ ให้กับชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับผู้เป็นเพื่อนของตน ทว่าตัวคนฟังถึงกับหน้าเบ้
“ อย่าพูดให้ขนลุกเลยดีกว่า ” รีบสวนตอบทันควัน “ จะว่าไปนายกับชูร่าเองก็ไม่เคยไปเที่ยวไหนด้วยกันเลยไม่ใช่หรอ ไหนๆ ก็ไหนๆ ไปด้วยกันให้หมดเลยดีไหม ปล่อยพี่บ้านั้นทำงานงกๆ อยู่คนเดียวนั้นแหละ ”
และเพราะความคิดนี้นี่เอง ที่เป็นสาเหตุให้ตัวเขา … แคปริคอร์น ชูร่า ผู้ซึ่งนิ่งเงียบมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นบทสนทนาจนจบถูกมัดมือชกให้มายังสถานที่ที่ไม่คิดอยากจะมาเลยแม้แต่น้อย …
แต่ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น ….
ไหงไอ้ตัวต้นคิดอย่างมิโร่กลับป่วย … ไม่สบาย … โดด ... ไม่ยอมมาซะงั้นละ !!!!
แถมพอมิโร่ไม่มา ! คามิว … คนที่เขาคิดว่าน่าจะอยู่คอยช่วยเขาได้มากที่สุดก็เลยพาลไม่มาเอาซะด้วย !
“ ชูร่า นายไหวหรือเปล่า !?~ ” เสียงตะโกนไล่หลังจากบุรุษผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆเขา เลโอ ไอโอเรีย…. คนอีกคนหนึ่งที่ดูจะมีปัญหากับไอ้เจ้ารถไฟนรกพยายามสอบถามอาการสหายผู้มีอาการเดียวกันอยู่เนื่องๆ “ อีกไม่นานก็จะจบแล้ว ทนเข้าไว้นะ ! อุ๊บ… แหวะ… ”
ก่อนหน้านั้นแกอย่าคายของเก่ามาโดนหัวฉันก็พอ T[]T~ ไอโอเรีย !!!!!!!!!!
เนิ่นนานกับความทรมาน กว่าช่วงเวลากว่า 5 นาทีนรกจะหมดลงทว่าสำหรับแคปริคอร์น ชูร่าและเลโอ ไอโอเรียกับคิดว่ามันนานชั่วกัลป์ ท้ายที่สุดรถไฟสีแดงสดก็หยุดลงบนราง ณ สถานที่เดิมที่เป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมด ทันทีที่ขาถึงพื้น ไอโอเรีย ก็ไม่สามารถที่จะรักษาภาพพจน์ของตนเองอีกต่อไป ชายหนุ่มรีบวิ่งโสลเสลเข้าข้างทางคายของเก่าออกมาจนเกือบหมด เป็นเดือดเป็นร้อนให้สหายข้างวิหารอย่างเวอร์โก้ ชากะผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีทองยาวสว่างต้องเข้าไปยืนลูบหลังให้อย่างนึกอนาถ
ส่วนทางด้านชูร่านั้น แม้จะไม่ถึงขนาดต้องหาที่หลบเข้าข้างทาง แต่ความพะอืดพะอมที่เกิดขึ้น พาให้ชายหนุ่มขอปลีกตัวจากเครื่องเล่นแสนหวาดเสียวซึ่งมีลักษณะรูปร่างคล้ายเรื่องแกว่งไปแกว่งมาโดยทันที
“ งั้นเดี๊ยวฉันขอพักอยู่กับชูร่าก่อนละกัน ” อาจจะเพราะความเป็นพี่ใหญ่ประกอบกับความเป็นห่วงในร่างโปร่ง จึงทำให้ไอโอรอสปฏิเสธสิทธิการเล่นเครื่องเล่นที่เหลือทั้งหมดเพื่อมาดูแลสภาพของคนที่มีอาการไม่สู้ดีนัก “ พวกนายไปเล่นกันต่อเลย ไม่ต้องเป็นห่วง ยังไงก็ฝากไอโอเรียด้วยละ ”
ทีต้องพูดว่าฝากนั้นก็เพราะ เจ้าของชื่อถูกเจ้าของปราสาทที่หนึ่ง นามเอเรียส มู ลากไปเล่นเครื่องเล่นถัดไปเสียแล้ว
“ ถ้าเป็นบ้านผีสิง คงไม่สูบแรงนายนักหรอก ชากะเองก็ดูเหมือนอยากจะเข้าไปดูด้วย เดธมาร์คก็เหมือนกัน ” ด้วยเหตุผลนี้ ไอโอเรียจึงยอมถูกลากโดยดุสดี
กลุ่มโกลด์เซนต์ที่มาท่องเที่ยวด้วยกันถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มโดยทันที
ในกลุ่มนี้ไม่นับรวมถึง โดโก ชิออน อโฟรดิเต้ ... สำหรับสองรายแรกก็เพราะว่าทั้งสองได้หลบไปพักร้อนอยู่ที่จามิลด้วยกันสองคน ส่วนรายหลัง ... อโฟรดิเต้กล่าวว่าตนไม่ชอบสถานที่ที่คนเยอะๆ มากเท่าไรนัก จึงขอทำหน้าที่เฝ้าวิหารของตนในวันที่อากาศร้อนเช่นวันนี้ดีกว่า
คาน่อนไปกับอันเดรบารัน เอาเข้าจริงแล้วน่าจะเรียกว่าลากไปมากกว่า เพราะอันเดรบารันเป็นคนสบายๆ ยังไงก็ได้อยู่แล้ว
ลับหลังคนชวนและเพื่อนๆ ชูร่าถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย ลอบคิดออกมาว่ามันควรจะดีกว่าถ้าเขาขอพักอยู่ในวิหารเฉกเช่นเดียวอโฟรดิเต้คงดีไม่น้อย ... ว่าแล้วก็พาลนึกโมโหเจ้าคนต้นคิดที่ไม่ยอมมาไม่ได้
ไอ้มิโร่ ! กลับไปละ น่าดู !
“ ฮัดชิ้ว !! ” แทบจะทันทีที่ชูร่าคาดโทษให้กับชายผู้เป็นเจ้าของวิหารหลังที่ 8 ในเขต 12 ปราสาท สกอร์เปี้ยน มิโร่ที่ขณะนี้อยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีขาวดูสบายๆ บนเตียงหินถึงกับจามออกมาเสียงดังโดยไม่สนถึงสิ่งที่เรียกว่ามารยาท ... หรือเอาเข้าจริงแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ใช่ชายที่ใส่ใจจะรักษาภาพลักษณ์ของตนเองนักอยู่แล้ว จึงถือว่าการจามออกมาโดยไม่ปิดปากนั้นคล้ายจะถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของชายหนุ่ม ทว่า...
ถึงมันจะเป็นเรื่องปกติของมิโร่ก็เถอะ ... แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องปกติของคนที่อยู่รอบๆ ตัวของมิโร่ซะหน่อย !!
“ ปิดปากด้วย มิโร่ ” เช่นนั้น... แทบจะในทันทีหลังจากที่มิโร่หลุดเสียงจามออกมา คนที่นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงก็ยอมเอ่ยปากหลังจากที่ไม่ปริปากพูดอะไรตั้งแต่รู้ความจากคนบนเตียงว่าเป็นไข้ ไม่สบาย..
แต่จะว่าไปก็แปลกนัก ? เมื่อคนบนเตียงก็น่าจะรู้อยู่ว่าคนที่คอยนั่งเฝ้าตั้งแต่เช้าไม่ชอบการกระทำอย่างไม่มีมารยาทเท่าไร ด้วยเพราะคบกันมานาน ประกอบกับการที่มิโร่ค่อนข้างให้ความสัมพันธ์กับชายหนุ่มผู้มีรูปร่างผอมบางข้างๆ ... เรื่องมารยาทพื้นฐาน มิโร่ก็มักจะปฏิบัติตลอดเวลาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ...
ทว่า ... กว่าจะรู้ว่ามันเป็นแผนของมิโร่ ... ก็ไม่ทันเสียแล้ว...
ริมฝีปากหนาทำเพียงคลี่ยิ้มอ่อนโยนขึ้น ก่อนส่งสายตาเจ้าเล่ห์ผิดกับรอยยิ้มให้
“ ยอมพูดกับฉันจนได้นะ คามิว ”
พลันได้ยินเสียง ‘เฮอะ’ จากลำคอของคนที่ได้ชื่อว่าเย็นชา
“ ว่าแต่... นายจะปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวไปจนถึงเมื่อไร ” ไม่พูดเปล่า ร่างที่ควรจะนอนซมไม่สบายอย่างที่เคยอ้างไว้กับผู้เป็นเพื่อนกลับลุกขึ้น โน้มตัวไปเท้าแขนกับพนักวางแขนของเก้าอี้ที่คามิวนั่งอยู่ ... กระนั้น ร่างบางกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา ... สิ่งที่นัยน์ตาสีแดงสดให้ความสนใจในตอนนี้ มีเพียงหนังสือ ‘เรียนรู้ วิธีการรับมือกับไข้หวัด 2009 เท่านั้น’
จำต้องให้เจ้าของเรือนผมสีทองสว่างยาวถึงเอวใช้มือเชยคางเรียวขึ้น นัยน์ตาของคนทั้งสองจึงได้สบกัน
“ เป็นคนป่วย... ก็นอนพักไปซะสิ ”
เป็นคำพูดที่ดู... ประชดประชันกันเสียเหลือเกิน... ในเมื่อ...
“ โธ่~ คามิว ถึงขั้นนี้แล้ว นายก็น่าจะรู้อยู่ว่าฉันไม่ได้เป็นหวัดอย่างที่ฉันบอกเจ้าพวกนั้นซะหน่อย ”
ก็เขาออกจะแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งซะขนาดนั้น !!
ถ้าไม่ติดช่วงที่เขาสำออย ทำเป็นนอนซมต่อหน้าพวกเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวแซงค์ทัวรี่แลนด์ละก็นะ !
คามิวถึงกับปิดหนังสือลงเสียงดัง ก่อนถอนหายใจอย่างเอือมระอา “ นายน่าจะรู้จักเกรงใจคนอื่นบ้าง มิโร่ พวกนั้นที่นายพูดถึง ก็เพื่อนนายทั้งนั้น ”
แต่มิโร่คล้ายกับจะยังไม่สำนึก เขาลากจมูกผ่านเนินแก้มใส สูดกลิ่นอายหอมหวานและเย็น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอควอเรียสเซนต์ก่อนเอ่ย “ ก็เพราะเกรงใจเนี่ยสิ เลยไม่ไป ”
กลายเป็นคนทึ่ขึ้นชื่อว่าฉลาดในเรื่องตำราที่สุดต้องขมวดคิ้ว ทว่าช่วงวินาทีนั้นเขาก็ถูกขโมยจูบเสียแล้ว
จูบ... ที่ทั้งดุดัน และหอมหวาน... เจือไปด้วยอารมณ์อาวรณ์และคิดถึง ...
“ นานแล้วนะ ที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันสองคน คามิว ”
เพราะหลังจากที่พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่แซงค์ทัวรี่อีกครั้ง ... ก็ต้องคอยจัดการเก็บกวาดซากปรักหักพังที่เกิดขึ้นจากสงครามการต่อสู้ เอาเข้าจริงๆ แล้วกว่าพวกเขาจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ ก็เป็นหลังจากที่โกลด์เซนต์แต่ละคนถูกส่งตัวไปยังจุดต่างๆบนโลก เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยหลังสงครามอันยิ่งใหญ่ระหว่างเทพผู้ปกครองพื้นโลก และเทพผู้ปกครองสรวงสวรรค์
ไม่ใช่ว่าคามิวจะไม่ได้เจอมิโร่.... แต่การเจอส่วนใหญ่มักจะเป็นเพราะภาระหน้าที่และงาน หาใช่การพักผ่อนหย่อนใจหรือเจอกันด้วยเหตุผลส่วนตัว
เช่นนั้น... คงไม่แปลก ... ที่มาคราวนี้อาการต่อต้านของคามิวจึงคล้ายจะลดลง ทว่า... ไม่ถึงกับหายไป จวบจนกระทั่งมิโร่ต้องเอ่ยทับ ร่างบางถึงยอมแพ้ “ หรือนายคิดว่าการที่ฉันจะแสดงความคิดถึงนายต่อหน้าเพื่อนๆ ของพวกเรา มันถึงเป็นการแสดงความเกรงใจที่ดี ? ”
ด้วยหากเป็นเรื่องของคนที่มิโร่รักสุดใจ... ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะสามารถกักเก็บอารมณ์ความรู้สึกได้นาน
ที่ไม่เข้าไปลักหลับ หรือเข้าไปรบกวนช่วงเวลานอนของคามิว นี่ก็ถือเป็นความอดทนขั้นสูงสุดของมิโร่แล้ว เพราะคามิวตกปากรับคำว่าจะใช้ช่วงเวลาวันหยุดที่อาเธน่ามอบให้อยู่กับมิโร่เพียงสองคนทั้งวัน แม้เหตุผลที่แท้จริงจะเป็นเพราะไม่ต้องการบั่นทอนเวลาพักผ่อนของคามิวที่เพิ่งฟื้นจากภารกิจต่างๆ ก็ตาม
มิโร่จับปลายผมของคามิวขึ้นจูบอีกครั้ง ก่อนส่งสายตาที่ยากจะปฏิเสธมาให้ “ อย่างน้อยวันนี้ก็ขออยู่ด้วยกันสองคนก่อน… นะ ”
คามิวถึงกับถอนหายใจ...
รอยยิ้มของมิโร่ยังคงเจิดจ้า คล้ายกับอาทิตย์อัสดงที่คอยหลอมละลายกำแพงน้ำแข็งที่เขาเพียรสร้างขึ้น ร่างบางยิ้มนิดๆ “ สัญญาก่อนนะว่า วันหลังถ้ามีนัดกับเพื่อนๆ ... จะไม่แกล้งป่วยอีก ”
“ คร้าบ~ ” พร้อมยกมือขึ้น ทำท่าเหมือนนายทหารที่ตอบรับคำบัญชาของนายเหนือหัว... เป็นดั่งคำสัญญา “ แต่วันหลังถ้าฉันนัดนายคนเดียว นั้นก็หมายถึงฉันอยากไปกับนายสองคนเท่านั้นนะ คามิว ”
หาใช่คำขอ... เป็นเพียงประโยคสามัญปกติทั่วไป ทว่า... คามิวมั่นใจว่าหลังจากนี้ หากมิโร่นัดเขา เขาคงไม่สามารถไปชวนคนอื่นๆ ได้อีก นอกจากว่ามิโร่จะเป็นคนเอ่ยชวน
เอาจริงๆ มันก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรซะ ถึงมิโร่จะทำตัวเอาแต่ใจ แต่ก็ยังมีเหตุผล
ถ้าไม่ติดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขาละก็นะ...
“ แล้วก็อีกอย่าง… ” คิ้วรูปร่างคล้ายกระต่ายสีแดงกระตุกเล็กน้อย เมื่อฟังคำ “ ถ้านายอยากอยู่กับฉันแค่สองคน วันหลังก็พูดมาตรงๆ ก็ได้ ไม่ถึงกับต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าฉันแกล้งป่วยตอนที่เพื่อนๆ ถามกัน ”
พลันนั้น... ใบหน้าที่ถูกล้อมกรอบด้วยเส้นเกศาสีแดงก็ขึ้นสี จนแทบกลืนไปกับสีผม มิโร่หัวเราะหึ
“ รู้ตั้งแต่เมื่อไร ” แม้จะพยายามทำตัวให้เป็นปกติมากขนาดไหน อย่างไรซะ... มันก็คงไม่ทันแล้ว เมื่อเจ้าตัวไม่สามารถบังคับสีของดวงหน้าตนเองได้ เขาแกล้งทำเป็นกลับไปให้ความสนใจกับหนังสือ...
“ ตั้งแต่ตอนที่คิ้วนายขมวดเข้าหากันศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ห้าเซนต์พอได้ยินว่าฉันไม่สบาย ”
… นั้นมันก็ตั้งแต่แรกเลยไม่ใช่หรอ !!! ...
… ไม่สิ !! แต่อาการแบบนั้น !! มิโร่สังเกตเข้าไปได้ยังไงกันเนี่ย !!!
พรึ่บ !!!
เร็วกว่าจะตั้งตัวทัน ร่างผอมบางของนักรบผู้เฝ้าวิหารคนโทก็ถูกอุ้ม บังคับให้มานั่งอยู่บนตักของชายผู้เฝ้าวิหารแมงป่อง... บนเตียงที่คนผมทองมักใช้หนุนนอน
... เพราะเป็นการอุ้มมาทั้งๆ ที่ใบหน้าของคนทั้งสองหันเข้าหากัน จึงไม่แปลกหากคามิวจะเผลอใช้เข่ายันร่างของตนเองไว้ข้างหนึ่งบนพื้นเตียงข้างๆ ที่มิโร่นั่งอยู่ มือบางทั้งสองซึ่งวางอยู่บนไหล่กว้างคล้ายจะสั่นเล็กน้อย เมื่อรู้ตัวว่าท่าที่ตนเองยืนอยู่ ณ ตอนนี้ เป็นอันตรายต่อตัวเองมากแค่ไหน ยิ่งเมื่อมิโร่ใช้มือไล่สัมผัสไปตามลำคอจนถึงโครงหน้า คนที่พยายามจะเยือกเย็นก็ไม่สามารถสงบสติของตัวเองได้อีก หัวใจน้ำแข็งเต้นโครมคราม “ ... มิโร่ ... ”
“ คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด... ไว้อาทิตย์ตกแล้ว เราไปที่ฐานทัพของพวกเรากันนะ ”
… สถานที่แห่งความทรงจำของพวกเรา ...
… ที่ๆ สามารถดูดาวได้ชัดเจนไม่แพ้สตาร์ฮิลล์ ...
... ที่ๆ ... สามารถให้ทั้งความสุขสงบและความหวังไม่แพ้ที่อื่นใดในโลก ... กระทั่งแซงค์ทัวรี่แลนด์ก็มิอาจเทียบ ...
... ด้วยมันเป็นที่ๆ เขาทั้งสองคนได้เจอกันครั้งแรก ... และมิโร่ได้บอกรักและขอเป็นในสิ่งที่มากกว่าเพื่อน ...
โดยไม่รอฟังคำตอบรับ... ส่วนหนึ่งเพราะรู้อยู่แล้วว่าคามิวจะไม่ปฏิเสธ ... ไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยเวลาอันมีค่าไปอีกแล้ว... ไม่นาน... ทั้งริมฝีปากและร่างกายของคามิวก็ถูกครอบครอง... โดยคนที่แทบเทใจให้หมดใจ
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
………….
………
…บัดซบแล้ว...
เจมินี่ คาน่อน ไม่อาจสรรหาคำพูดใดๆ มาเอ่ยบรรยาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ดีเท่าคำนั้น ...
ข้างๆ ไร้ซึ่งร่างสูงใหญ่ของชายผู้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและไมตรีจิตอีกแล้ว แทนที่จะเป็นทอรัส อันเดรบารัน กลับกลายเป็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผู้น่าเกรงขาม หากไร้มนุษยสัมพันธ์อย่างถึงที่สุด !
ไวเวิร์น ราดาแมนทิส !!!
ศัตรูคู่อาฆาตที่ตามติดไม่ยอมเลิกรา !!!
ก็เพราะเจ้าหมอนี่เนี่ยแหละ ! ทำให้เขาพลัดหลงกับเพื่อนตัวโตของเขา !!! เพราะเขาพยายาม... หนีจากมันโดยไม่รออันเดรบารัน !!
งานเข้าแล้วไหมละ !!!!
“ ไอ้คิ้วติด !! ยังจะตามไม่เลิกอีกหรือไง !!? ผลแพ้ชนะคราวที่แล้วยังไม่พออีกหรอ !!? ” ถึงกับโวยลั่น ไม่สนแล้วเรื่องรักษาหน้ารักษาตาของโกลด์เซนต์ที่ควรจะเป็น หรือกระทั่งว่าขณะนี้พวกเขาทั้งสองจะไร้ชุดป้องกันหรืออย่างไร “ เอามา ! จะสู้ก็สู้ เอาให้แหลกกันไปข้างเนี่ยแหละ !! ” อ๊าก.... นู๋น่อนสติแตกไปแล้ว T[]T~~~~~~~~
“ ...ไร้สาระ ”
ฉึก !!!!!!!!!!!!
เปรียบประหนึ่งมีศรที่มองไม่เห็นของไอโอรอส (?) พุ่งเข้ามาแทงอกดังฉึกๆ พลันนั้นเส้นความอดทนของคาน่อนก็ขาดผึง !
“ โกลเด้น ไทรแอง.... อุ๊บ!!! ”
ไม่ทันจบประโยค มือสากของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นถึงหนึ่งในตรีฑูตของกองทัพยมโลกก็พุ่งตรงเข้ามาปิดช่องทางการพูดของโกลด์เซนต์ผู้คุ้มครองวิหารที่ 3 จนหมด คาน่อนพยายามสะบัดหน้าหนี ทว่ามันกลับเป็นการเปิดโอกาสให้ราดาแมนทิสสบจังหวะเข้าไปล๊อคแขนทั้งสองข้างทางด้านหลัง อาจจะเพราะเรี่ยวแรงที่พูดได้ว่าพอๆ กัน จึงทำให้คนร่างสูงกว่าต้องออกแรงใช้มือทั้งสองข้างของตนเองในการควบคุมร่างที่พร้อมจะตอบโต้ได้ทุกเมื่อเช่นนี้
แทนที่จะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด มาตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงการที่คนทั้งสองไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้นอกจากอยู่ในท่าที่... เรียกเสียงซุบซิบนินทาให้เกิดขึ้นทั่วทั้งสารทิศ ...
โดยเฉพาะ ... เสียงวี๊ดว๊ายของกลุ่มเด็กสาวกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากเขามากนัก ...
“ นั้นคู่เกย์หรอเธอ !? ”
เสียงที่เรียกให้ความร้อนพุ่งพล่านไปทั่วใบหน้า...
“ อ้าว ? ท่านคาน่อนไม่ได้เกย์กับพี่ชายหรอเธอ !? ”
พร้อมกับร่างให้สั่นเทิ่ม
“ หรือว่าจะเปลี่ยนคู่ควง !? ”
พลังคอสโม่ก็พุ่งสูง !
“ 3P ต่างหากละ !!! ”
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก T[]T!!!!!!!!!!!!!!!!!
“ กาแล๊คเซี่ยน เอ๊กซ์โพลชั่น !!!!!! T[]T !!!!!!! ”
…..
…………..
… ไม่มีอะไรเกิดขึ้น .... ?
นอกเหนือจากการที่กลุ่มหญิงสาวเอามือขึ้นมากันหัวของตนเองด้วยความหวาดกลัวแล้ว ... ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
หลายๆ คนกระพริบตาปริบๆ งุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิด ... ทว่า ... ไม่นานปริศนาทั้งหมดก็ไขกระจ่าง (?)
“ ฉันจับมือนายไว้อยู่นะ คาน่อน ”
“ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด >[]< อภิมหาเมะคุมเคะ !!!!! (?) ”
ตามมาด้วยเสียงแปดหลอดแสบแก้วหู ชนิดที่ว่าถ้าไม่หามือมาปิดหูไว้ เนื้อเยื่ออาจถูกทำลายไปอย่างต่ำ 20% แต่ว่า แต่ว่า ....
ไอ้คิ้วติดมันล๊อคแขนผมอยู่อะ T[]T!!!!
นั่นหมายความ... คาน่อนเจอเรื่องซวยๆ อีกเรื่องเสียแล้ว...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
แสงสุริยันแห่งเทพอพอลโลคล้ายจะลดแสงลงเล็กน้อยเมื่อเวลาเริ่มเคลื่อนไปจนเกือบเย็น อาจจะเพราะว่ากว่าพวกเขาจะมาถึงแซงค์ทั่วรี่แลนด์ก็นับว่าเป็นเวลาค่อนข้างจะเที่ยง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเวลาที่ดีนักในการที่จะใช้เวลาในการตรวจตราและเล่นเครื่องเล่นทั้งหมดที่มีอยู่ ประกอบกับสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย... ดังนั้นกว่าที่ชูร่าแห่งแคปริคอร์นจะได้เล่นเครื่องเล่นเครื่องถัดไปหลังจากที่ทรหดทรกรรมกับการเล่นรถไฟเหาะตีลังกาก็นับเป็นเวลาที่เกือบเย็นมากแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าไอโอรอสที่มาด้วย แนะให้เขาไปโซนเกมจุกจิกอย่างพวกเกมจับตุ๊กตาหรือปาห่วงก่อนเพื่อเป็นการพักผ่อน จากนั้นจึงไปดูการแสดงโชว์สัตว์เลี้ยงแสนรู้ แล้วค่อยมาต่อแถวเล่นเครื่องเล่นที่เขากำลังจะได้เล่นอยู่นี้
ลักษณะของเครื่องเล่นดูจากภายนอกไม่ค่อยน่าหวาดเสียวเท่าไรนัก... มันเป็นเพียงเครื่องเล่นที่ให้คน 3 - 4 คนเข้าไปนั่งในกล่องที่มีลักษณะกลมๆ โดยที่กล่องแต่ละกล่องนั้นจะเคลื่อนตัวเป็นรูปวงกลมในแนวดิ่งรอบจุดศูนย์กลางจุดหนึ่งที่อยู่เหนือพื้นไป... หลายเมตรอยู่ ...
ครั้นถามชื่อของเครื่องเล่นนี้ เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า มันคือกระเช้าลอยฟ้า เป็นเครื่องเล่นที่เหมาะสำหรับการชมวิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน
“ พวกท่านโกลด์เซนต์สองคน ถ้ายังไงช่วยกระจายข่าวให้ด้วยนะคะ เห็นว่าท่านอาเธน่าบอกว่าจะสร้างเรื่องเกี่ยวกับกระเช้าลอยฟ้าอันนี้ โดยบอกว่า ถ้าคู่รักได้ขึ้นไปนั่งบนกระเช้า... ขณะที่กระเช้าลอยตัวขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ณ เวลาที่พระอาทิตย์กำลังทอดตัวลงดิน แล้วทั้งคู่ต่างบอกรักกันโดยที่ใจไม่ได้จดจ่อกับคำบอกเล่านี้ คู่รักคู่นั้นจะได้รักกันตราบนานเท่านานค่ะ ”
เห็นว่ามันจะเป็นไฮไลท์หนึ่งของแซงค์ทั่วรี่แลนด์เลยก็ว่าได้ ทว่าเอาเข้าจริงแล้วมีหรือที่นักรบหนุ่มสองคนจะเห็นคล้อยไปตามคำกล่าวนั้น เมื่อทั้งสองต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงข้อความที่กุขึ้นเพื่อให้แซงค์ทั่วรี่แลนด์ขายดีเท่านั้น... ทว่า ซาจิทาเรียสเซนต์ก็ยังคงตอบออกไปด้วยเสียงทุ้มนุ่ม “ ตามที่คุณว่า ถ้าไงผมกับชูร่าจะช่วยเป็นธุระให้ ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ”
… แม้ในความเป็นจริง การรู้ข่าวลือเช่นนี้จากคู่รักชายหญิงสามัญจะดูเป็นเรื่องที่โรแมนซ์มากกว่า อย่างไรก็ตาม ... การจะไปขอร้องให้ชาวบ้านทั่วไปมาช่วยการนี้ก็ดูไม่ค่อยสมควรนัก เมื่อพวกเขาควรอยู่ในตำแหน่ง ‘นักท่องเที่ยว’ มากกว่า ‘คนโฆษณา’
“ จะว่าไปก็น่าเสียดายนะคะ ที่พวกท่านทั้งสองมาในช่วงเวลาไม่ค่อยจะเย็นนัก ไม่งั้นไม่แน่นะคะ ข่าวที่ท่านอาเธน่ากะจะกุขึ้นอาจจะกลายเป็นจริงในคู่ของคู่ก็ได้ ” หญิงสาวเอ่ยหัวเราะเสียงใส ด้วยความที่เป็นชาวกรีกแต่กำเนิดซ้ำยังอยู่ในละแวกที่เติบโตมากับตำนานเทพกาล ดังนั้นการมีคนรักเป็นเพศเดียวกันจึงหาใช่เรื่องผิดแปลกไม่สำหรับเธอ
ทว่าสำหรับคนฟัง ... ชูร่าถึงกับหน้าตึง ... ไม่ชื่นชอบแน่แล้วกับการที่ถูกคนอื่นมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับไอโอรอสเป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อนสนิท ...
แม้คำว่าเพื่อนสนิทมันน่าจะเป็นคำที่ใช้เรียกมิโร่และคามิวก่อนที่พวกเขาทั้งสองคนจะตกลงคบกันในฐานะคนรัก และถึงแม้ความเป็นจริงมันจะเป็นอย่างที่เจ้าหน้าที่หญิงพูดก็ตาม ทว่าเขาก็ไม่ค่อยพอใจกับการพูดอะไรเช่นนี้
ไอโอรอสบอกว่าที่เขารู้สึกเช่นนั้นก็เพราะ... เขาเป็นคนจริงจังและขี้อาย ส่วนนึ้ค่อนข้างคล้ายคามิว แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะว่าหลังๆ คามิวจะเริ่มชินชากับคำแซวของเพื่อนๆ มากขึ้นเล็กน้อย ส่วนหนึ่งก็เพราะถูกแซวมาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มคบกับมิโร่ใหม่ๆ นอกจากนี้เวลาคามิวเขิน จะไม่เพียงแสดงออกทางสีหน้าเท่านั้น ทั้งไดมอนดัสต์ ออโรร่า เอ๊กคิวชั่น และฟริชชิ่ง คอฟฟิ่น ต่างเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่คามิวจะใช้จัดการกับเหล่าพวกปากมาก และมิโร่ ...
‘ ก็เพราะนายทำให้ฉันถูกแซว ’
คามิวพูดไปเพียงเท่านั้นก่อนจะไล่ใช้ไดมอนดัสต์ใส่คนเจ้าเล่ห์ที่ชอบหาเรื่องที่สุด ด้วยเพราะทั้งๆ ที่ตนตกเป็นเป้าหมาย ยังมิวายสรรหาเรื่องให้คามิวได้อายอยู่เนื่องๆ
‘ โธ่ ! คามิว ! ปานนี้ทั่วทั้งแซงค์ เค้าก็รู้กันหมดแล้วว่าเราสองคนรักหัน หวา !!! ไม่จำเป็นต้องปิดแล้วละที่รัก เหวอ !!!! ’
ไอ้เหล่าคำอุทานพวกนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่มิโร่ใช้หลบเหล่าแท่งน้ำแข็งที่คามิวสร้างขึ้นมาแล้วปล่อยไปทางมิโร่ เอาเข้าจริงๆ แล้ว ที่คามิวสามารถสร้างน้ำแข็งและบังคับได้ตามใจต้องการ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะฝึกซ้อมเช่นนี้กับมิโร่บ่อยๆ ก็ได้ ...
“ ดีที่อย่างน้อยเวลานายอาย นายไม่ได้ไล่เอาเอ๊กคาลิเบอร์เฉาะหัวฉัน ไม่งั้นฉันคงต้องไปฝึกสกิลหลบมาจากมิโร่ ” ไอโอรอสพูดพลางขำออกมาเล็กน้อย ขณะที่พวกเขาทั้งสองเข้ามานั่งในกระเช้า ไอโอรอสเลือกที่จะนั่งในทิศที่หันเข้าหาแกนหมุน เพื่อให้เขานั่งอยู่ตรงที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่สามารถมองเห็นวิวด้านหลังของชายหนุ่มได้โดยสะดวก “ พูดถึงเรื่องข่าวลือที่ให้ไปประกาศเนี่ย ก็ดูสมกับองค์อาเธน่าดีเหมือนกันนะ ชูร่า ”
เพราะสัญลักษณ์ขององค์เทพีคือความหวัง ทั้งนี้ทั้งนั้นบางคราวเซนต์ของเธอก็ได้ชื่อว่าเป็นเซนต์แห่งความหวังด้วย การที่เธอคิดสร้างตำนานเกี่ยวกับกระเช้าลอยฟ้าก็เพื่อเป็นการมอบความหวังให้แก่คู่รักที่ยังมิได้ทำพิธีตั้งหมั่นว่าจะรักกันตราบนานเท่านาน หรือแม้กระทั่งคู่รักที่หวั่นเกรงในความสัมพันธ์ของตน
... รวมไปถึงกลุ่มคนที่รักข้างเดียวด้วยนะ ...
แทนคำตอบ ชูร่ายิ้มออกมานิดๆ เป็นเชิงเห็นด้วย เอาเข้าจริงแล้วถึงพวกเขาที่เป็นผู้ชายจะไม่ได้นิยมหรือใส่ใจในสิ่งที่เป็นความโรแมนซ์หรือโรแมนติกมากนัก ทว่าอาจจะเป็นเพราะหัวใจที่เคารพองค์เทพีถึงขีดสุดของพวกเขาทั้งสอง การที่จะทำใจให้เข้าใจกับจุดประสงค์ของเธอมาคราวนี้จึงดูไม่เป็นเรื่องที่ยากเย็นนัก
บทสนทนาเกี่ยวกับงานและองค์เทพีอาเธน่ายังคงมีอยู่อย่างเนื่องๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะโดยพื้นฐาน แคปปริคอร์นเซนต์จะถือได้ว่าเป็นเซนต์ที่มีความจงรักภักดีต่อหญิงสาวอย่างสูงสุด ส่วนซาจิทาเรียสเซนต์เองก็ถือได้ว่ามีความผูกผันกับเธอ ทั้งดีกรีที่เป็นถึงผู้นำของเหล่าเซนต์ ความรู้สึกที่ชายหนุ่มมีต่อหญิงสาวร่างเล็กจึงค่อนข้างรุนแรงหากมองให้แง่ของนักรบโดยปกติสามัญทั่วไป
ครั้งหนึ่ง ... ไอโอรอสเคยถูกถามว่า ความรู้สึกที่ชายหนุ่มมีต่อองค์เทพีใช่ความรักฉันท์ชายหญิงหรือไม่... ขณะนั้นชูร่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่อาจบอกได้เลยว่า เขารอคอยคำตอบด้วยความระทึกขนาดไหน
ยังคงจำได้ ... ว่าตอนนั้นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นถึงแบบอย่างของเซนต์ทั้งปวงทำเพียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า ‘ ถ้านับเวลาจริงๆ ฉันได้พบกับท่านอาเธน่าเมื่อไม่นานมานี้เองนะ แล้วแบบนี้ฉันจะรักท่านแบบนั้นได้อย่างไร ’
นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอีกหลายๆ อย่าง อาทิ ภาระหน้าที่ การวางตัว และที่สำคัญ ...
‘ อีกอย่างฉันมีคนที่ฉันรักอยู่แล้วด้วย ’
…คำที่เรียกให้ความร้อนแผ่ซ่าน...
ไอโอรอสเป็นสุภาพบุรุษ ... เขาพร้อมที่จะมอบความจริงใจและความจริงให้กับคนทุกผู้ โดยรักษาเกียรติของผู้ที่ถูกกล่าวถึง ... เมื่อรู้ว่า ‘คนรัก’ ของเขาไม่ชื่นชอบการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ครั้นถูกถามนามของคนรัก ชายหนุ่มก็เลือกที่จะตอบปัดออกไปอย่างสุภาพ
“ ดูเหมือนเราจะใกล้ถึงจุดที่สูงที่สุดของกระเช้าลอยฟ้าแล้วละ ดูสิชูร่า วิวสวยมากเลยนะ ” น้ำเสียงทุ่มดังขัดเหล่าความคิดที่เริ่มจะฟุ้งซ่านของคนร่างโปร่ง ชูร่าหันไปมองทิวทิศน์ด้านนอกตามเสียงเรียก...
แลได้เห็นทุ่งดอกไม้สวย... ตรงประตูทางเข้าแซงค์ทัวรี่แลนด์
เพิ่งสังเกตเห็นเดี๋ยวนั้นเองว่าทุ่งดอกไม้นั้นถูกประดับตกแต่งลวดลายจำลองภาพกลุ่มดาวในห้วงอวกาศ ... ด้านบนของทุ่งดอกไม้ส่วนนั้น มีกลุ่มดอกไม้ที่จัดไว้แปรข้อความว่า
‘ Sanctuary Land ’
‘ ดินแดนแห่งความหวัง ’
ข้างๆ ... รายล้อมไปด้วยรูปภาพสัญลักษณ์ของจักรราศีต่างๆ ตั้งแต่รูปแกะ วัว คนคู่ ไปจนถึง ปลาคู่...
“ ดูดีไม่เลวเลยนะ ”
… ทำได้เพียงผงกศรีษะเป็นเชิงเห็นด้วยเท่านั้น ความปลาบปลื้มเกิดขึ้นเล็กน้อย ... ไม่คิดว่าองค์เทพีจะนำสัญลักษณ์ของพวกเขามาเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่เธอเป็นผู้ก่อตั้งและรู้สึกรักมันสุดใจ
นอกเหนือจากพวกเขาแล้ว ยังมีภาพกลุ่มดาวต่างๆ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นประดับไปทั่ว ... ยังจำได้เลยว่าระหว่างที่เขาเดินหาเครื่องเล่น ตามเสาหรือตามทางเดินก็จะมีรูปปั้นแกะสลักลวดลายสัญลักษณ์ของดวงดาวต่างๆ ตามความเชื่อ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข้อความเล่าขานตำนานสั้นๆ แกะสลักอยู่บนแผ่นเหล็กข้างรูปปั้นเหล่านั้นอีกด้วย
“ เห็นว่าตอนตกดึกจะมีเปิดแสงไฟกันด้วย ไว้เราไปถ่ายรูปกันนะ ชูร่า ”
แทนคำตอบ ... คือมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย
พร้อมกับความอบอุ่น ... ที่แผ่ซ่านเข้ามา ... สู่หัวใจ
ไม่จำเป็นต้องอาศัยพรของทวยเทพ
ไม่จำเป็นต้องอาศัยเคล็ด ... หรือความเชื่อใดๆ
กระทั่งคำบอกรัก
... ขอแค่เรารู้ความนัยนั้นเพียงสองคน ...
‘ เห็นว่าตอนตกดึกจะมีเปิดแสงไฟกันด้วย ไว้เราไปถ่ายรูปกันนะ ชูร่า ’
… คืนนี้ ... อยู่ด้วยกันสองคนนะ ชูร่า ...
......
...................
................................
.... อืม... เอาสิ... ไอโอรอส...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
“ แกจะตามฉันมาจนถึงเมื่อไร ! ”
.... เป็นคำที่พูดไม่รู้ว่าเป็นรอบที่ร้อยของวันหรือยัง ... คาน่อนรู้สึกเหมือนจะเดือดปุ๊ เมื่อร่างสูงหนาของคนขี้ตามตื้อยังตามติดไม่เลิกรา “ จะไปไหนก็ไป ! แกทำให้ฉันต้องขายหน้าหมดแล้ว !! ”
“ ...ไม่ใช่เพราะว่านายทำตัวเองหรอกหรอ ? ”
… เออ ... ถึงความจริงมันจะเป็น ... ไม่สิ ... ถึงแม้ว่าถ้าหากคาน่อนไม่โวยวายแล้ว เรื่องมันคงไม่เป็นจุดสนใจกระทั่งให้ร่างโปร่งต้องขายหน้าก็ตาม ทว่าสำหรับคนที่เข้าข้างตัวเองเสมออย่างคาน่อน มีหรือ ? ที่จะหาเรื่องโทษตัวเอง สิ่งที่เขาคิดจึงกลายเป็น
“ ก็เพราะนายคอยตามฉันต่างหาก ! นรกมีให้อยู่! ก็อยู่ไปสิ! มาแซงค์ทำไม !? ” … เออ ... นู๋น่อนจ๊ะ... โหดไปไหม ?
กระนั้นมาคราวนี้คนที่มักจะอารมณ์ขึ้นได้ง่ายกลับวางตัวได้เฉยผิดคาด ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ทำเพียงแค่ทอดถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจว่า “ อาเธน่าส่งสารมาหาท่านฮาเดสของข้า ”
ปึ้ด !
เชื่อตาย !!!
นัยน์ตาสีอำพันคล้ายจะหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายจะพอรับรู้ได้ถึงความคิดของคนที่ได้ยืนฮึดฮัด เขารีบเสริมทับ “ เห็นว่าต้องการจะผูกสัมพันธไมตรีกับกองทัพยมโลก ถ้านายไม่เชื่อก็เอาจดหมายนี้ไปดู ”
ทันทีที่หยิบจดหมายขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงแสลกสีดำของตน คาน่อนก็รีบคว้ากระดาษที่ว่านั้นไปดู ... ไม่สนแล้วเรื่องมารยาท
ก็เขาไม่อยากอยู่กับเจ้าหมอนี้นานๆนี่ !!
ทว่า... ยิ่งอ่านข้อความในจดหมายนั้นนานเท่าไร สีหน้าของผู้เป็นถึงโกลด์เซนต์กลับยิ่งซีดเผือกลงเรื่อยๆ แม้ว่าข้อความเหล่านั้นจะไม่ได้น่ากลัวเลยก็ตาม ...
“ อาเธน่าของพวกนายบอกว่า ถ้าฮาเดสอยากให้สเป็กเตอร์ขึ้นมารับแดดรับลมบ้าง ก็ให้คิดซะว่าแซงค์ทัวรี่เป็นบ้านหลังที่สองของกองทักยมโลก เพราะเธอไม่อยากให้เกิดสงครามขึ้นอีกแล้ว ” โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นไร ราดาแมนทิสที่ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวค่อนข้างจะทางการรีบเอ่ยต่อ “ ท่านฮาเดสเลยส่งฉันมาทำหน้าที่เป็นทูตเชื่อมความสัมพันธ์ เห็นว่าตัวท่านเองก็เห็นประโยชน์จากสงครามตั้งแต่เทพกาลไม่ได้เช่นกัน ”
… แล้วพวกแกจะเริ่มสงครามก่อนทำไมละฟระ !!! …
ได้แต่กรีดร้องโวยวายอยู่ในใจ เพราะคร้านเกินจะต่อความ ... ใครๆ ก็รู้ว่าพวกเทพพวกนี้เนี่ยไหลลื่นยิ่งกว่าปลาไหลซะอีก !
“ ... เดี๊ยวฉันจะพานายเข้าเฝ้าองค์อาเธน่า ” ว่าแล้วก็อดนึกเสียดายช่วงเวลาว่างๆ ที่ได้มาเที่ยวนี้ไม่ได้ ... เอาเถอะ ! ยังไงซะพอมาเจอเจ้าคิ้วติดนี้ เขาก็หมดอารมณ์เล่นเครื่องเล่นแล้ว ... อันเดรบารันก็หายไปอีก ... เล่นคนเดียวไม่สนุกด้วย ...
ราวนกรู้ ... หรือเพราะสีหน้า และอาการที่บ่งบอกได้ถึงความอาลัยอาวรณ์ในสวนสนุกที่เพิ่งเปิดนี้ จึงทำให้ราดาแมนทิสรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจกับชายหนุ่มที่ทำตัวเป็นเด็กตรงหน้าไม่ได้ เขาเอ่ยทับ “ ฉันเพิ่งมาถึงแซงค์ทัวรี่ไม่นาน จะว่าไปก็เพิ่งเคยเห็นไอ้เจ้าเรือเล็กๆ ที่ตกมาจากหน้าผาสูงๆ แล้วยังเจ้ากล่องหมุนไปหมุนมา คว่ำไปคว่ำมา ที่มีเก้าอี้หลายๆ อันให้คนนั่ง ... ดูน่าสนใจดีเหมือนกัน ”
คำว่า ‘ ถ้าไง วานนายช่วยนำทางให้ที ’ ดุจจะไม่มีโอกาสได้หลุดออกจากปาก เมื่อคาน่อนพูดโพล่งด้วยความภูมิใจสุดๆ ว่า
“ ท่านอาเธน่าเป็นคนสร้างให้พวกเรา คนที่อาศัยอยู่ในแซงค์ทัวรี่ ที่นรกคงไม่มีอะไรแบบนี้ละสิ ”
… อยากเหลือเกินที่จะบอกว่าที่นรกเองก็มีเหมือนกัน ... ถึงมันจะเป็นในแบบที่เรียกได้ว่า ‘ ทัวร์ท่องเที่ยวนรกภูมิ’ มากกว่าก็เถอะ ...
“ เห็นแก่บ้านนอกเข้าแซงค์อย่างนาย เจมินี่ คาน่อนคนนี้จะช่วยพานายเที่ยวก็ได้ ! ”
ดูเหมือนคำว่า ‘ห่วงเล่น’ จะไม่เข้าใครออกใคร ... หรืออาจจะเพราะอารมณ์เปลี่ยนเหงา ประกอบกับไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจรังชังเป็นการส่วนตัว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี คาน่อนก็ยื่นมือเข้ามาจับที่มือของชายผู้ยึดมั่นในหน้าที่ยิ่งกว่าใครด้วยรอยยิ้มสว่างไสว
“ ที่นี้มีเครื่องเล่นน่าสนุกเต็มไปหมดเลย ! ยังไงซะ ! ยินดีต้อนรับสู่แซงค์ทัวรี่นะ ! คุณสเป็คเตอร์ !!! ”
ก่อนจะออกแรงฉุดให้ร่างสูงกว่าวิ่งตามไปตามแต่ที่ตนต้องการ
... ผ่านผู้คน ... ผ่านรอยยิ้ม ... ผ่านสิ่งก่อสร้าง และเสียงเพลงอันครื้นเครง ...
‘ Sanctuary’s land … Sanctuary’s land …
Happy land … lively land
My second home !!!
To be happy with everyone !
Let’s smile !!!
Welcome to Sanctuary’s land !!! ’
มุมปากของชายผู้มักสวมชุดแห่งราตรีกาลและความตายคล้ายจะยักขึ้นเล็กน้อย เมื่อคาน่อนหันหน้ากลับมามอบรอยยิ้ม พร้อมเอ่ยประโยคสำทับบทเพลงเมื่อครู่...
“ Welcome to Sanctuary’s land !!! ”
...ดินแดนที่จะเต็มไปด้วยความสุขสงบและความหวัง...
ขอให้มีความสุขนะ ! ทุกคน !!!
Sanctuary’s land is the place that can make you happy !
Bye Bye ^ ^
========================================================
อยากบอกว่าเป็นฟิคที่ใช้เวลาในการแต่งนานมากเลยค่ะ >w< แต่ยังไงก็ สุขสันต์วันเกิดนะคะ ! สึนะจัง >[]
ขอให้สึนะจังมีความสุขมากๆ คิดอะไรก็สมหวังนะคะ มี่มิว forever รอสชู่ สุโก่ย~ ด้าน่อนคงทน !!! (ถึงแม้ว่า mummy อยากจะเชียร์ ง่าด้านมากกว่าก็ตาม >w< !! )
อยากบอกว่าตอนที่ได้รับรีเควสว่าอยากได้เรื่องที่อ่านแล้วสบายใจของ มี่มิวหรือรอสชู๋หรือด้าน่อนเนี่ย =w= ความคิดแรกที่โผล่มาเลยค่ะว่า จะต้องเขียนฟิคที่มีทั้งสามคู่นี้ให้ได้ !!! (แล้วก็ทำได้จริงๆ ด้วย =w='' ถึงแม้ว่าบทของแต่ละคู่มันจะช่างน้อยแสนน้อย เหอะๆ.... และอยากจะเปลี่ยนด้าน่อนให้กลายเป็นง่าน่อนอยู่หลายครั้ง แป๊ว >w<~)
อยากบอกว่าเป็นฟิคอีกเรื่องที่แต่งยาก แต่ก็สนุกมากอีกเรื่องค่ะ ! ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่ารู้สึกตัวเองจับจุดอะไรหลายๆ อย่างไม่ค่อยได้ในตอนแรก โดยเฉพาะของด้าน่อนที่เพิ่งแต่งครั้งแรกเป็นอะไรที่แอบยากส์ด้วยค่ะ (อย่างที่บอกว่า mummy ชอบง่านอ่น =w= เลยไม่เคยจิ้นด้าน่อน ฮา~)
แต่เห้นแบบนี้ด้าน่อนเป็นคู่ที่แต่งแล้ว mummy รู้สึกมันส์มากที่สุดเลยนะคะ ถึงแม้อาจจะหลุดอิมเมจของใครหลายๆ ท่านก็เถอะ >w< ถือเป็นประสบการณ์ใหม่เลยนะคะเนี่ย !
คู่ที่มันส์รองลงมานี้คงไม่พ้นคู่มี่มิวคู่โปรดของ mummy โดยเฉพาะฉากที่คามิวต้องไปทำท่ากึ่งจะนั่งบนตักของมิโร่เนี่ย เป็นท่าที่แบบว่า >[]< ! .... อยากแต่งมานานแล้วขรา~~~~~~~
แต่ก็นะคะมี่มิวที่แต่งในรอบนี้ก้มีจุดที่ผิดอิมเมจไปเหมือนกัน =w='' (มือมันไปเอง ?) โดยเฉพาะเนื้อเรื่องก่อนที่จะแก้เนี่ย มิวๆ ผิดอิมเมจแบบกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียวค่ะ เพราะมันมีฉากที่มิวๆ รุกมี่ก่อนด้วย ! (โอ้ น่ากัวมาก...)
แต่ที่โมเอ้สุดๆ คงไม่พ้นฉากที่มิโร่จับได้ว่าคามิวเองก็อยากอยู่กับตัวเองเหมือนกันค่ะ >w< จริง ๆ แอบอยากจะสื่อว่า ทั้งคามิวและก็มิโร่เนี่ยต่างก็รู้จักอีกฝ่ายดีไม่แพ้กันเลย
(วันหลังจะโกหกอะไรกันคงทำไม่ได้แล้วสินะคะ หุหุ)
จะว่าไปก็แอบเสียดายค่ะที่ไม่ได้แต่งฉากช่วงเวลาตอนกลางคืนที่ออกไปข้างนอกด้วยกันสองคนของคู่นี้ =w=''' แต่คิดว่าถ้าเขียน เดี๊ยวบทมันจะไม่บาลานซ์กับคู่ที่เหลือ ถ้าไงก็รบกวนไปจิ้นกันต่อเองด้วยนะคะ >< (ไม่อยากรับปากว่าจะแต่งแยกออกมาเพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ได้แต่งแน่ๆ )
ส่วนคู่สุดท้าย รอสชู่ อยากบอกว่าตอนแรกกะจะแต่งให้พี่รอสออกมาแนวทะเล้นๆ นิดๆอะคะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะองค์ลงหรือองค์ขึ้นกันแน่เลยทำให้พี่แกกลายเป็นสุภาพบุรุษแบบเต็มขั้นไปจนได้ =[]=!
สำหรับคู่นี้ตอนแรก กะจะเขียนให้เกิดเหตุการณ์กระเช้าลอยฟ้าขัดข้องก็เลยต้องนั่งรอจนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน แล้วไปๆ มาๆ สองคนนี้ก็บอกรักกันอีกรอบให้เหมือนกับข่าวลือด้วยอะคะ แต่คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่า ... ขี้เกียจ ....
อ๊ากกก อย่าเพิ่งเตรียมจรวดหรือมิซไซล์มายิงใส่ mummy นะคะ T[]T!!!!
เหตุผลจริงๆ ที่ mummy ไม่เขียนก็เพราะแบบว่า รู้สึกว่ายังไงคู่นี้มันก็รักกันอยู่แล้ว และก็คงรักกันไปตลอดด้วย อีกอย่างคือ
เอาจริงๆ พวก ข่าวลือ เทือกๆ นี้มันมีเยอะมากเลยนะคะ ประมาณว่าทำแบบนี้แล้วจะสมหวังประมาณนี้ โดยส่วนตัว mummy คิดว่ามันเป็นเพียงการทำให้คนเรามีความหวังกับอะไรหลายๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีมากเลย ( mummy เป็นคนหนึ่งที่ชอบทำตามข่าวลือกพวกนั้นค่ะ =w=b )
แต่จริงๆ ถึงเราจะทำหรือไม่ทำตามข่าวลือมันก็ไม่ได้ เป็นตัวที่ทำให้เราสมหวังหรือไม่สมหวังอะคะ
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรามากกว่า
เพราะงั้นในเรื่องนี้รอสกับชู่เลยไม่บอกรักกันตามข่าวลือ (ถึงแม้มันจะโรแมนซ์ก็เถอะ)
อย่างที่ว่าแหละค่ะ ยังไง สองคนนี้ก็คงรักกันไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว >w< ไม่ต้องใช้ข่าวลืออะไรแบบนี้ก็ได้
รู้สึกตัวเองแอบพล่ามมาเยอะแล้ว สำหรับ เอนทรี่นี้เอาแค่นี้ก่อนละกันนะคะ ไว้พบกันเอนทรีหน้าค่ะ >w< (คิดว่าคงจะลงฟิคค่ะ เพราะว่าตอนนี้ฟิคค้างเยอะมาก มีทั้งที่ (บังคับให้คนอื่น)รีเควส แล้วก็ฟิคเก่า รวมถึงฟิคใหม่ที่ plot ไว้ด้วย T T~ )
แล้วก็ ยังไงซะก็ขอให้ทุกๆ คนพบแซงค์ทัวรี่แลนด์ของตัวเองนะคะ ^[]^!
ปล. ตอนนี้แอบบ้า no hero กับ the legend of sun knight ค่ะ ใครชอบ มาเมาท์กันได้นะคะ >w<
ปล2. ตอนนี้ดูโคบาโตะแล้ว กำลังลุ้นหาคู่วายอยู่
ปล3. ตอนนี้มีใครชอบอัสเดฟกันบ้างค่ะ >w< วานยกมือหน่อยคะ ! ~
โซนตอบเม้นท์คะ
อามิซัง - มี่ในเรื่อง faux เป็นมี่แบบที่ mummy ชอบมากเลยค่ะ คือเป็นมิโร่ที่รักและให้ความสำคัญกับคนที่รักมากๆ เขาดูเป็นคนที่ใส่ใจโดยไม่ต้องบอก ถ้ามีแฟนแบบนี้คิดว่า คงเป็นอะไรที่ดีสุดๆอะคะ
เด็จป้า - =w='' ไม่น่ารักหรอกน้องรัก มีแต่คนบอกว่าพี่ตอน ม. ปลาย น่าเดินหนี (ฮา) ยังไงเรื่องงานก็สู้ๆ นะจ๊ะ ส่วนเรื่องพี่เดฟ ก็ยกพี่เดฟให้พี่อัสไปเถอะ ให้มิตะไปหารักแท้กับเรกูลัสแทน (ฮา)
ซึยจัง - มี่ของพี่มันคงเลิกหื่นไม่ได้แล้วจริงๆ นั้นแหละ = =' ไม่รู้สิ เอาจริงๆ พี่ก็แต่งฟิควายมาเยอะ แต่งฉากเรทก็แยะ (?) แต่พอแต่งมิโร่หรือคาลซังที่ต้องเรทที่ไร พี่แทบหมดเลือด เลิกแต่งกลางคันทุกที =[]= (อารมณ์ว่าต้องไปเต็มเลือดก่อนแล้วค่อยมาแต่ง ฮา)
สำหรับฟิคโอ๊ยๆ = = อา ... อีกเรื่องหนึ่งที่พี่ดองเค็มอยู่สินะ ...
ปล. สนใจเอา tag 108 ข้อไปทำไหม ? (อยากบอกว่าพี่ดอง 108 ข้อมานานแล้ว เพิ่งทำเสร็จเองแหละ ฮาๆ)
ปล2. เห็นแบบนี้ น้องมุกบอกว่าพี่ S มากเลยนะ =w='
ปล3. เริ่มสนใจอัสเดฟแล้วละสิ *-* หลังจากไซโคไป 1 รอบ
nu mimew - อะคะ ขอบคุณมากนะคะ >< ตอนนี้ได้มือถือใหม่แล้วค่ะ กำลังจะพยายามหัดเล่นอยู่ แอบรู้สึกไม่คุ้นเหมือนกันกับมือถือเครื่องใหม่ แต่ก็น่าสนุกมากเลยค่ะ ><
พี่โทเม - ใช่ค่ะ >< อยากลองทำแบบ LC มากมาย ส่วนเรื่องที่ตอบมิโร่เยอะกว่าคนอื่นเป็นพิเศษเนี่ย =w= อาจจะเพราะว่าความชอบของมิ้นในตอนนี้มันเริ่มมาจากความไม่ชอบก่อนละมั้งค่ะ เลยมีเรื่องให้เล่าเยอะถึงพัฒนาการ (ฮา)
พี่เพนกวิน - ยังไงก็ขอขอบคุณมากจริงๆ นะคะ ที่มางาน >w< เพราะมีพวกพี่ๆ เลยทำให้งานมีสีสันขึ้นเยอะมากๆ เลยค่ะ
ส่วนเรื่องคาดตา =w='''' เอิ่ม ... อย่างน้อยหนูก็ไม่ได้คาดตาชุนน้า >[](เข้าใจว่าถ้าเผลอคาดไป หนูอาจจะกลับบ้านไม่ครบ 32 แน่เลย =w=')
ส่วนเรื่องการจัดงานครั้งหน้า จริงๆ mummy แอบคิดค่ะว่าถ้าเป็นไปได้แอบอยากจัดวันที่ 31 คืออยากจัดธีม halloween meeting party นะคะ แต่เห็นว่าเพิ่งจัดไปเลยยังไม่จัดดีกว่า ....
(หรือจะจัดตอนคริสต์มาสดี ? โอ้ ไม่นะ ช่วงนั้นต้องสอบกันอยู่แน่เลย T T~ )
ส่วนเรื่องตารางเวลา =w= คือ... เห็นว่าคนไปแอบน้อยแล้วไม่ค่อยเป็นทางการนะคะเลยไม่ได้จัดไว้ แต่วันหลังจะจัดแบบคร่าวๆ นะคะ >w< (แอบกลัวจุ๊บุ๊ของพี่เพนกวินยังไงก็ไม่รู้สิ
)
น้องมุก - ฮา ส่วนหนึ่งที่ไม่จัดจริงจังเพราะไม่มีสถานที่ด้วยแหละ >< แต่ถ้ามีแล้ว อาจจะจัดจริงจังขึ้นมาอีกนิดมั้ง (?)
แต่เอ๋ ... ถ้าจัดจริงจัง พี่จะทำตัวเกรียนอีกได้ป่าวหวา
ปล. พี่ลืมไป จริงๆ ฐานสลัดมันต้องมีผักกาดรองด้วยเพื่อความสมดุล
ปล2. พี่รู้ว่าจริงๆ น้องก็แอบสนใจอัสเดฟนะ หึหึ
edit @ 24 Oct 2009 19:15:50 by mummy
edit @ 24 Oct 2009 19:47:02 by mummy
edit @ 3 Nov 2009 22:12:00 by mummy

นอกจากแกจะน่าสงสารเพราะโดนพี่ทิ้งแกยังโดนคนแต่งทิ้ง
บทน้อยไปแล้ว
ทำไมไม่หวานเท่าคู่อื่นๆ ฮะ
เอามาอีก ดิ้นพรากๆ ดิ้นดับ ดิ้นกระโดด
ส่วนมี่มิว น้ำตาลขึ้นเตียงแล้วนะ
รอสชู -0- เพ่ๆ เห็นใจเด็กตากลมๆมั่ง
#1 By ~: [V] i O l e T- M o O [N] {จอย} :~ on 2009-10-24 19:43