[Fic Saint Seiya] Welcome to Sanctuary's land ! (HBD Zuna chan)

posted on 24 Oct 2009 17:57 by mini-mummy  in fiction

[Fic Saint Seiya] Welcome to Sanctuary's land ! (HBD Zuna chan)

Pairing: Milo x Camus , Aiolos x Shura , Radamantis x Kanon
Authors: mini_mummy_noel

========================================================

                                                                

                        เสียงสายลมพัดส่งเสียงหวีดหวิวปะทะกับใบหน้า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องฟังดูสดใสร่าเริงปะปนไปกับเสียงโห่ร้องด้วยความหวาดกลัว ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักรบเกราะทองผู้ยิ่งใหญ่กลับมิสามารถที่จะส่งเสียงใดๆ ให้เล็ดรอดจากริมฝีปาก เมื่อ

 

                        จู่ๆ ไอ้รถไฟที่เขานั่งก็กลับตัวตีลังกา 360 องศา สามตลบ !!!

 

            ว้าว !!!!!!!!!!!!!!! ” พร้อมเสียงร้องสะใจติดจะสนุกสนานของใครอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า เส้นผมสีน้ำเงินยาวปลิวสยายไปกับแรงลม เคลียไปตามลำแขนทั้งสองที่ยกขึ้นโบกไปโบกมาด้วยความรื่นเริง ! “ เป็นไงบ้าง ชูร่า ! ร้องออกมาดังๆ สิ อย่ามัวแต่เงียบ !! ”

 

                        มันร้องออกไปได้ที่ไหนละฟระ !

 

                        ขืนอ้าปากออกตอนนี้ สงสัยไอ้อาหารเช้าท่าเพิ่งกินไป ได้ออกมาหมดเป็นแน่ !

 

            อย่าไปสนเจ้าคาน่อนมันเลย ถ้านายหวาดเสียวก็หลับตาไปก่อนก็ได้นะ ชูร่า ? ” เป็นน้ำเสียงทุ่มนุ่มอ่อนโยนขัดกับเหล่าสุรเสียงกรีดร้องของทุกผู้คนที่อยู่รอบบริเวณ แรกสุดเจ้าของนามเดียวกับองค์เทพในตำนานเกือบจะหันไปเอ่ยปากขอบคุณแล้วหากไม่ติดที่ว่า … “ เดี๊ยวโค้งด้านหน้ามันจะมีตีลังกาอีกห้ารอบ จากนั้นก็เลี้ยวโค้งซ้ายขวาเข้าถ้ำไป เห็นว่าในถ้ำมันจะมีหุ่นผีโผล่ออกมาด้วย ถึงตอนนั้นฉันจะบอกให้นายลืมตาขึ้นมาดูละกัน 

 

                        …..

 

                        ไม่ ได้ ขอ !!!!!!!!!!  

 

                        แล้วก็ไม่ต้องบอกก็ได้ !!!

 

                        อาเธน่าช่วยพาผมลงไปจากไอ้รถไฟบ้าๆ นี้ทีได้ไหมคร๊าบบบบบบ T[]T !!!!!!!!

 

                        …. (=[]=  )   (  =[]=) …

                        ….

 

                        ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันที่แล้ว

 

            แซงทัวรี่แลนด์ ? สวนสนุกนะหรอ ? ”

 

            ใช่ เห็นว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจของตระกูลคิโดะ อาเธน่าบอกว่าอยากมีสถานที่ที่มอบทั้งความสุข สนุกและความหวังให้กับคนในแซงค์ทัวรี่ เลยบอกให้คนมาสร้างตั้งแต่ปลายปีที่แล้วน้ำเสียงติดจะราบเรียบผิดกับข้อความที่ผู้พูดกำลังต้องการจะสื่อ หรือเอาเข้าจริงแล้วตัวผู้พูดดูคล้ายจะไม่ใคร่ให้ความสนใจกับเรื่องที่พูดอยู่เพียงนิด ด้วยมันยังมีอะไรที่เขาให้ความสนใจมากกว่า พรุ่งนี้เป็นวันเปิดบริการวันแรก มิโร่เองก็ดูตื่นเต้นอยากจะไปเหมือนกัน

 

            เพราะจะได้ไปกับนายละสิน้ำเสียงติดจะขำขันดังขึ้นจากชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของชุดคล๊อธซาจิทาเรียส ไอโอรอสยิ้มนิดๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาขยี้เรือนผมสีดำสนิทของคนที่อยู่ข้างๆ แม้ไม่นานหลังจากนั้นจะถูกมือเรียวปัดออกไปก็ตาม ชูร่าอยากไปบ้างหรือเปล่า

 

            ไม่

 

            ฉันอยาก ! ” รีบเอ่ยขัดพร้อมกับถลาตัวเข้ามากลางวงสนทนา มือที่ผ่านสงครามมาหลายครั้งหลายครายกขึ้นสูง โบกไปโบกมาอย่างนึกสนุก อยู่เฝ้าวิหารทุกวันๆ แบบนี้น่าเบื่อตายชัก ขอออกไปยืดเส้นยืดสายหน่อยละกัน อีกอย่างไปเดทกับมิโร่สองคนไม่สนุกเท่าไปหลายๆ คนหรอก จริงไหม คามิว

 

            คู่เดทของมิโร่ถึงกับนิ่งไปครู่ มือที่เปิดหนังสือค้างไว้คล้ายกับชะงักไป ก่อนริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มเย็น เผื่อนายจะเข้าใจผิด คาน่อน ฉันขอบอกก่อนว่าฉันกับมิโร่ไม่ได้ไปเดทกัน

 

            แม้ในสายตาของคนหลายคนจะมองว่าสกอร์เปี้ยน มิโร่ ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างรับกับนัยน์ตาสีแซฟไฟร์คู่คม จะให้ความสนิทสนมกับอควอเรียส คามิวจนพูดได้เต็มปากว่าเหมือนกับคู่รักกันมากแค่ไหน ทว่าก็เหมือนจะมีแต่เจ้าตัวร่างบางผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงเท่านั้นที่มักตอบปฏิเสธอยู่ร่ำไป ร่างบางบ่นอุบอิบ ก็แค่หมอนั้นอยากไปเที่ยวเลยชวนฉันไปเป็นเพื่อนแค่นั้นเอง

           

            เร้อ~ ” คนชอบแซวหยอกเสียงสูง เจมินี่เซนต์คนปัจจุบันยักยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนยื่นหน้าเข้าไปหาคนขี้อาย แล้วมันธุระกงการอะไรกับหนอนหนังสือย่างนายที่ต้องไปเป็นเพื่อนเจ้าบ้านั้นด้วยละถ้าเกิดนายไม่ได้รู้สึกอยากไปกับมันจริงๆ

 

                        หากเป็นสายตาของคนภายนอก หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการกวนประสาทของคาน่อนอาจจะเป็นฉนวนของสงครามพันวันระหว่างโกลด์เซนต์ทั้งสอง ทว่า อาจเป็นเพราะความที่เป็นคนใจเย็น สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้สูง ปฏิกิริยาที่ชายหนุ่มได้รับจึงเป็นเพียงรอยยิ้มนิดๆ ที่ไม่เย็นชาอีกต่อไป ยามที่เจ้าของรอยยิ้มนั้นเอ่ยคำ

 

            อย่าไปบอกมิโร่เขาละ

 

                        เพราะถ้าเขาจะไม่โดนกอดจนลุกไม่ขึ้นสักสองสามวัน ผู้ที่ถูกพูดถึงนั้นแหละที่จะยิ้มเป็นคนบ้าไปเป็นสัปดาห์

 

            แลกกับการที่ให้ฉันไปกับพวกนาย โหสินะ พอดีเจ้าพี่บ้ามันไม่ว่าง พี่ที่พูดถึงก็คือชายหนุ่มนามซางะ ผู้เป็นถึงอดีตเจมินี่เซนต์ หรือเคียวโกคนปัจจุบันที่สืบหน้าที่ต่อจากเคียวโกชิออนซึ่งตัดสินใจลาพักนับจากที่ต้องโหมงานหนักมากว่า 200 ปีตั้งแต่ได้เป็นเคียวโกนี้ ไม่รู้ลืมน้องชายคนนี้ไปหรือยัง

 

                        ความหมายในคำพูดนั้นคือความน้อยใจ

 

                        ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกหรือเรื่องผิดปกติอันใดที่ชายหนุ่มวัย 28 ปลายๆ อย่างเจมินี่เซนต์จะรู้สึกไม่ดีกับการที่พี่ชายของตนเองไม่มีเวลาให้ ด้วยเพราะนับตั้งแต่เกิดมาชีวิตของเขาก็คล้ายจะมีแต่พี่ชายเพียงคนเดียว แม้เวลานับ 10 กว่าปีที่เขาต้องห่างจากผู้เป็นพี่เพราะความผิดตนจะช่วยให้จิตใจของเขามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อกลับมาพบกับผู้เป็นพี่ชายอีกครั้ง เขาจะสามารถอยู่ได้เพียงตัวคนเดียว

 

                        คาน่อนรักพี่ชายหรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ นอกจากการรับใช้องค์เทพีอาเธน่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดก็คือพี่ชายของเขาเอง

 

                        สายสัมพันธ์ของคำว่า ฝาแฝดเป็นแบบนี้เองสินะ

 

                        ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ความผูกพันที่ก่อเกิดนับแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา

                       

                        คามิวคิดว่าหากไม่เพราะมีภาระงานที่หนักหน่วง ตัวซางะผู้เป็นพี่ชายเองก็คงจะพยายามให้เวลาแก่คาน่อนผู้เป็นน้องชาย ให้สมกับที่ตนเองเคยทิ้งอีกฝ่ายไว้ในคุกแห่งแหลมสุนีออน

 

            ว่างๆ นายก็ไปช่วยงานซางะเขาสิ รายนั้นคงดีใจถ้านายโผล่หน้าไปหาเขาบ้างกลับเป็นชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าอ่อ่นโยนที่สุดคนหนึ่งในดินแดนเซนต์เป็นผู้กล่าวตอบ ไอโอรอสยิ้มนิดๆ ให้กับชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับผู้เป็นเพื่อนของตน ทว่าตัวคนฟังถึงกับหน้าเบ้

 

            อย่าพูดให้ขนลุกเลยดีกว่า รีบสวนตอบทันควัน จะว่าไปนายกับชูร่าเองก็ไม่เคยไปเที่ยวไหนด้วยกันเลยไม่ใช่หรอ ไหนๆ ก็ไหนๆ ไปด้วยกันให้หมดเลยดีไหม ปล่อยพี่บ้านั้นทำงานงกๆ อยู่คนเดียวนั้นแหละ

 

                        และเพราะความคิดนี้นี่เอง ที่เป็นสาเหตุให้ตัวเขา แคปริคอร์น ชูร่า ผู้ซึ่งนิ่งเงียบมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นบทสนทนาจนจบถูกมัดมือชกให้มายังสถานที่ที่ไม่คิดอยากจะมาเลยแม้แต่น้อย

 

                        แต่ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น ….

 

                        ไหงไอ้ตัวต้นคิดอย่างมิโร่กลับป่วย ไม่สบาย โดด ... ไม่ยอมมาซะงั้นละ !!!!

                        แถมพอมิโร่ไม่มา ! คามิว คนที่เขาคิดว่าน่าจะอยู่คอยช่วยเขาได้มากที่สุดก็เลยพาลไม่มาเอาซะด้วย !

 

            ชูร่า นายไหวหรือเปล่า !?~ ” เสียงตะโกนไล่หลังจากบุรุษผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆเขา เลโอ ไอโอเรีย…. คนอีกคนหนึ่งที่ดูจะมีปัญหากับไอ้เจ้ารถไฟนรกพยายามสอบถามอาการสหายผู้มีอาการเดียวกันอยู่เนื่องๆ อีกไม่นานก็จะจบแล้ว ทนเข้าไว้นะ ! อุ๊บแหวะ… ”

 

                        ก่อนหน้านั้นแกอย่าคายของเก่ามาโดนหัวฉันก็พอ T[]T~ ไอโอเรีย !!!!!!!!!!

 

                        เนิ่นนานกับความทรมาน กว่าช่วงเวลากว่า 5 นาทีนรกจะหมดลงทว่าสำหรับแคปริคอร์น ชูร่าและเลโอ ไอโอเรียกับคิดว่ามันนานชั่วกัลป์ ท้ายที่สุดรถไฟสีแดงสดก็หยุดลงบนราง ณ สถานที่เดิมที่เป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมด ทันทีที่ขาถึงพื้น ไอโอเรีย ก็ไม่สามารถที่จะรักษาภาพพจน์ของตนเองอีกต่อไป ชายหนุ่มรีบวิ่งโสลเสลเข้าข้างทางคายของเก่าออกมาจนเกือบหมด เป็นเดือดเป็นร้อนให้สหายข้างวิหารอย่างเวอร์โก้ ชากะผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีทองยาวสว่างต้องเข้าไปยืนลูบหลังให้อย่างนึกอนาถ

 

                        ส่วนทางด้านชูร่านั้น แม้จะไม่ถึงขนาดต้องหาที่หลบเข้าข้างทาง แต่ความพะอืดพะอมที่เกิดขึ้น พาให้ชายหนุ่มขอปลีกตัวจากเครื่องเล่นแสนหวาดเสียวซึ่งมีลักษณะรูปร่างคล้ายเรื่องแกว่งไปแกว่งมาโดยทันที

 

            งั้นเดี๊ยวฉันขอพักอยู่กับชูร่าก่อนละกันอาจจะเพราะความเป็นพี่ใหญ่ประกอบกับความเป็นห่วงในร่างโปร่ง จึงทำให้ไอโอรอสปฏิเสธสิทธิการเล่นเครื่องเล่นที่เหลือทั้งหมดเพื่อมาดูแลสภาพของคนที่มีอาการไม่สู้ดีนัก พวกนายไปเล่นกันต่อเลย ไม่ต้องเป็นห่วง ยังไงก็ฝากไอโอเรียด้วยละ

 

                        ทีต้องพูดว่าฝากนั้นก็เพราะ เจ้าของชื่อถูกเจ้าของปราสาทที่หนึ่ง นามเอเรียส มู ลากไปเล่นเครื่องเล่นถัดไปเสียแล้ว

 

            ถ้าเป็นบ้านผีสิง คงไม่สูบแรงนายนักหรอก ชากะเองก็ดูเหมือนอยากจะเข้าไปดูด้วย เดธมาร์คก็เหมือนกันด้วยเหตุผลนี้ ไอโอเรียจึงยอมถูกลากโดยดุสดี

 

                        กลุ่มโกลด์เซนต์ที่มาท่องเที่ยวด้วยกันถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มโดยทันที

 

                        ในกลุ่มนี้ไม่นับรวมถึง โดโก ชิออน อโฟรดิเต้ ... สำหรับสองรายแรกก็เพราะว่าทั้งสองได้หลบไปพักร้อนอยู่ที่จามิลด้วยกันสองคน ส่วนรายหลัง ... อโฟรดิเต้กล่าวว่าตนไม่ชอบสถานที่ที่คนเยอะๆ มากเท่าไรนัก จึงขอทำหน้าที่เฝ้าวิหารของตนในวันที่อากาศร้อนเช่นวันนี้ดีกว่า  

 

                        คาน่อนไปกับอันเดรบารัน เอาเข้าจริงแล้วน่าจะเรียกว่าลากไปมากกว่า เพราะอันเดรบารันเป็นคนสบายๆ ยังไงก็ได้อยู่แล้ว

 

                        ลับหลังคนชวนและเพื่อนๆ ชูร่าถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย ลอบคิดออกมาว่ามันควรจะดีกว่าถ้าเขาขอพักอยู่ในวิหารเฉกเช่นเดียวอโฟรดิเต้คงดีไม่น้อย ... ว่าแล้วก็พาลนึกโมโหเจ้าคนต้นคิดที่ไม่ยอมมาไม่ได้

 

                        ไอ้มิโร่ ! กลับไปละ น่าดู !

 

 

 

            ฮัดชิ้ว !! ” แทบจะทันทีที่ชูร่าคาดโทษให้กับชายผู้เป็นเจ้าของวิหารหลังที่ 8 ในเขต 12 ปราสาท สกอร์เปี้ยน มิโร่ที่ขณะนี้อยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีขาวดูสบายๆ บนเตียงหินถึงกับจามออกมาเสียงดังโดยไม่สนถึงสิ่งที่เรียกว่ามารยาท ... หรือเอาเข้าจริงแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ใช่ชายที่ใส่ใจจะรักษาภาพลักษณ์ของตนเองนักอยู่แล้ว จึงถือว่าการจามออกมาโดยไม่ปิดปากนั้นคล้ายจะถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของชายหนุ่ม ทว่า...

 

                        ถึงมันจะเป็นเรื่องปกติของมิโร่ก็เถอะ ... แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องปกติของคนที่อยู่รอบๆ ตัวของมิโร่ซะหน่อย !!

 

            ปิดปากด้วย มิโร่เช่นนั้น... แทบจะในทันทีหลังจากที่มิโร่หลุดเสียงจามออกมา คนที่นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงก็ยอมเอ่ยปากหลังจากที่ไม่ปริปากพูดอะไรตั้งแต่รู้ความจากคนบนเตียงว่าเป็นไข้ ไม่สบาย..

 

                        แต่จะว่าไปก็แปลกนัก ? เมื่อคนบนเตียงก็น่าจะรู้อยู่ว่าคนที่คอยนั่งเฝ้าตั้งแต่เช้าไม่ชอบการกระทำอย่างไม่มีมารยาทเท่าไร ด้วยเพราะคบกันมานาน ประกอบกับการที่มิโร่ค่อนข้างให้ความสัมพันธ์กับชายหนุ่มผู้มีรูปร่างผอมบางข้างๆ ... เรื่องมารยาทพื้นฐาน มิโร่ก็มักจะปฏิบัติตลอดเวลาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ...      

 

                        ทว่า ... กว่าจะรู้ว่ามันเป็นแผนของมิโร่ ... ก็ไม่ทันเสียแล้ว...

 

                        ริมฝีปากหนาทำเพียงคลี่ยิ้มอ่อนโยนขึ้น ก่อนส่งสายตาเจ้าเล่ห์ผิดกับรอยยิ้มให้

 

            ยอมพูดกับฉันจนได้นะ คามิว

 

                        พลันได้ยินเสียง เฮอะจากลำคอของคนที่ได้ชื่อว่าเย็นชา

 

            ว่าแต่... นายจะปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวไปจนถึงเมื่อไร ไม่พูดเปล่า ร่างที่ควรจะนอนซมไม่สบายอย่างที่เคยอ้างไว้กับผู้เป็นเพื่อนกลับลุกขึ้น โน้มตัวไปเท้าแขนกับพนักวางแขนของเก้าอี้ที่คามิวนั่งอยู่ ... กระนั้น ร่างบางกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา ... สิ่งที่นัยน์ตาสีแดงสดให้ความสนใจในตอนนี้ มีเพียงหนังสือ เรียนรู้ วิธีการรับมือกับไข้หวัด 2009 เท่านั้น

 

                        จำต้องให้เจ้าของเรือนผมสีทองสว่างยาวถึงเอวใช้มือเชยคางเรียวขึ้น นัยน์ตาของคนทั้งสองจึงได้สบกัน

 

            เป็นคนป่วย... ก็นอนพักไปซะสิ

 

                        เป็นคำพูดที่ดู... ประชดประชันกันเสียเหลือเกิน... ในเมื่อ...

 

            โธ่~ คามิว ถึงขั้นนี้แล้ว นายก็น่าจะรู้อยู่ว่าฉันไม่ได้เป็นหวัดอย่างที่ฉันบอกเจ้าพวกนั้นซะหน่อย

 

                        ก็เขาออกจะแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งซะขนาดนั้น !!

 

                        ถ้าไม่ติดช่วงที่เขาสำออย ทำเป็นนอนซมต่อหน้าพวกเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวแซงค์ทัวรี่แลนด์ละก็นะ !

 

            คามิวถึงกับปิดหนังสือลงเสียงดัง ก่อนถอนหายใจอย่างเอือมระอา นายน่าจะรู้จักเกรงใจคนอื่นบ้าง มิโร่  พวกนั้นที่นายพูดถึง ก็เพื่อนนายทั้งนั้น

 

            แต่มิโร่คล้ายกับจะยังไม่สำนึก  เขาลากจมูกผ่านเนินแก้มใส สูดกลิ่นอายหอมหวานและเย็น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอควอเรียสเซนต์ก่อนเอ่ย ก็เพราะเกรงใจเนี่ยสิ เลยไม่ไป

           

                        กลายเป็นคนทึ่ขึ้นชื่อว่าฉลาดในเรื่องตำราที่สุดต้องขมวดคิ้ว ทว่าช่วงวินาทีนั้นเขาก็ถูกขโมยจูบเสียแล้ว

 

                        จูบ... ที่ทั้งดุดัน และหอมหวาน... เจือไปด้วยอารมณ์อาวรณ์และคิดถึง ...

 

            นานแล้วนะ ที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันสองคน คามิว

 

                        เพราะหลังจากที่พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่แซงค์ทัวรี่อีกครั้ง ... ก็ต้องคอยจัดการเก็บกวาดซากปรักหักพังที่เกิดขึ้นจากสงครามการต่อสู้ เอาเข้าจริงๆ แล้วกว่าพวกเขาจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ ก็เป็นหลังจากที่โกลด์เซนต์แต่ละคนถูกส่งตัวไปยังจุดต่างๆบนโลก เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยหลังสงครามอันยิ่งใหญ่ระหว่างเทพผู้ปกครองพื้นโลก และเทพผู้ปกครองสรวงสวรรค์

                       

                        ไม่ใช่ว่าคามิวจะไม่ได้เจอมิโร่.... แต่การเจอส่วนใหญ่มักจะเป็นเพราะภาระหน้าที่และงาน หาใช่การพักผ่อนหย่อนใจหรือเจอกันด้วยเหตุผลส่วนตัว

 

            เช่นนั้น... คงไม่แปลก ... ที่มาคราวนี้อาการต่อต้านของคามิวจึงคล้ายจะลดลง ทว่า... ไม่ถึงกับหายไป จวบจนกระทั่งมิโร่ต้องเอ่ยทับ ร่างบางถึงยอมแพ้หรือนายคิดว่าการที่ฉันจะแสดงความคิดถึงนายต่อหน้าเพื่อนๆ ของพวกเรา มันถึงเป็นการแสดงความเกรงใจที่ดี ? ”

 

                        ด้วยหากเป็นเรื่องของคนที่มิโร่รักสุดใจ... ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะสามารถกักเก็บอารมณ์ความรู้สึกได้นาน

 

                        ที่ไม่เข้าไปลักหลับ หรือเข้าไปรบกวนช่วงเวลานอนของคามิว นี่ก็ถือเป็นความอดทนขั้นสูงสุดของมิโร่แล้ว เพราะคามิวตกปากรับคำว่าจะใช้ช่วงเวลาวันหยุดที่อาเธน่ามอบให้อยู่กับมิโร่เพียงสองคนทั้งวัน แม้เหตุผลที่แท้จริงจะเป็นเพราะไม่ต้องการบั่นทอนเวลาพักผ่อนของคามิวที่เพิ่งฟื้นจากภารกิจต่างๆ ก็ตาม

 

            มิโร่จับปลายผมของคามิวขึ้นจูบอีกครั้ง ก่อนส่งสายตาที่ยากจะปฏิเสธมาให้ อย่างน้อยวันนี้ก็ขออยู่ด้วยกันสองคนก่อนนะ

 

                        คามิวถึงกับถอนหายใจ...

 

                        รอยยิ้มของมิโร่ยังคงเจิดจ้า คล้ายกับอาทิตย์อัสดงที่คอยหลอมละลายกำแพงน้ำแข็งที่เขาเพียรสร้างขึ้น ร่างบางยิ้มนิดๆ สัญญาก่อนนะว่า วันหลังถ้ามีนัดกับเพื่อนๆ ... จะไม่แกล้งป่วยอีก

 

            คร้าบ~ ” พร้อมยกมือขึ้น ทำท่าเหมือนนายทหารที่ตอบรับคำบัญชาของนายเหนือหัว... เป็นดั่งคำสัญญา แต่วันหลังถ้าฉันนัดนายคนเดียว นั้นก็หมายถึงฉันอยากไปกับนายสองคนเท่านั้นนะ คามิว

 

                        หาใช่คำขอ... เป็นเพียงประโยคสามัญปกติทั่วไป ทว่า... คามิวมั่นใจว่าหลังจากนี้ หากมิโร่นัดเขา เขาคงไม่สามารถไปชวนคนอื่นๆ ได้อีก นอกจากว่ามิโร่จะเป็นคนเอ่ยชวน

 

                        เอาจริงๆ มันก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

 

                        อย่างไรซะ ถึงมิโร่จะทำตัวเอาแต่ใจ แต่ก็ยังมีเหตุผล

 

                        ถ้าไม่ติดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขาละก็นะ...

 

            แล้วก็อีกอย่าง… ” คิ้วรูปร่างคล้ายกระต่ายสีแดงกระตุกเล็กน้อย เมื่อฟังคำ ถ้านายอยากอยู่กับฉันแค่สองคน วันหลังก็พูดมาตรงๆ ก็ได้ ไม่ถึงกับต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าฉันแกล้งป่วยตอนที่เพื่อนๆ ถามกัน

 

                        พลันนั้น... ใบหน้าที่ถูกล้อมกรอบด้วยเส้นเกศาสีแดงก็ขึ้นสี จนแทบกลืนไปกับสีผม มิโร่หัวเราะหึ

 

            รู้ตั้งแต่เมื่อไรแม้จะพยายามทำตัวให้เป็นปกติมากขนาดไหน อย่างไรซะ... มันก็คงไม่ทันแล้ว เมื่อเจ้าตัวไม่สามารถบังคับสีของดวงหน้าตนเองได้ เขาแกล้งทำเป็นกลับไปให้ความสนใจกับหนังสือ...

 

            ตั้งแต่ตอนที่คิ้วนายขมวดเข้าหากันศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ห้าเซนต์พอได้ยินว่าฉันไม่สบาย

 

                        นั้นมันก็ตั้งแต่แรกเลยไม่ใช่หรอ !!! ...

 

                        ไม่สิ !! แต่อาการแบบนั้น !! มิโร่สังเกตเข้าไปได้ยังไงกันเนี่ย !!!

           

            พรึ่บ !!!

 

                        เร็วกว่าจะตั้งตัวทัน ร่างผอมบางของนักรบผู้เฝ้าวิหารคนโทก็ถูกอุ้ม บังคับให้มานั่งอยู่บนตักของชายผู้เฝ้าวิหารแมงป่อง... บนเตียงที่คนผมทองมักใช้หนุนนอน

 

            ... เพราะเป็นการอุ้มมาทั้งๆ ที่ใบหน้าของคนทั้งสองหันเข้าหากัน จึงไม่แปลกหากคามิวจะเผลอใช้เข่ายันร่างของตนเองไว้ข้างหนึ่งบนพื้นเตียงข้างๆ ที่มิโร่นั่งอยู่ มือบางทั้งสองซึ่งวางอยู่บนไหล่กว้างคล้ายจะสั่นเล็กน้อย เมื่อรู้ตัวว่าท่าที่ตนเองยืนอยู่ ณ ตอนนี้ เป็นอันตรายต่อตัวเองมากแค่ไหน ยิ่งเมื่อมิโร่ใช้มือไล่สัมผัสไปตามลำคอจนถึงโครงหน้า คนที่พยายามจะเยือกเย็นก็ไม่สามารถสงบสติของตัวเองได้อีก หัวใจน้ำแข็งเต้นโครมคราม ... มิโร่ ...

 

            คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด... ไว้อาทิตย์ตกแล้ว เราไปที่ฐานทัพของพวกเรากันนะ

 

                        สถานที่แห่งความทรงจำของพวกเรา ...

                        ที่ๆ สามารถดูดาวได้ชัดเจนไม่แพ้สตาร์ฮิลล์ ...

                        ... ที่ๆ ... สามารถให้ทั้งความสุขสงบและความหวังไม่แพ้ที่อื่นใดในโลก ... กระทั่งแซงค์ทัวรี่แลนด์ก็มิอาจเทียบ ...

                        ... ด้วยมันเป็นที่ๆ เขาทั้งสองคนได้เจอกันครั้งแรก ... และมิโร่ได้บอกรักและขอเป็นในสิ่งที่มากกว่าเพื่อน ...

 

                        โดยไม่รอฟังคำตอบรับ... ส่วนหนึ่งเพราะรู้อยู่แล้วว่าคามิวจะไม่ปฏิเสธ ... ไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยเวลาอันมีค่าไปอีกแล้ว... ไม่นาน... ทั้งริมฝีปากและร่างกายของคามิวก็ถูกครอบครอง... โดยคนที่แทบเทใจให้หมดใจ

 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

 

 

                        ………….

                        ………               

                        บัดซบแล้ว...

 

                        เจมินี่ คาน่อน ไม่อาจสรรหาคำพูดใดๆ มาเอ่ยบรรยาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ดีเท่าคำนั้น ...

 

                        ข้างๆ ไร้ซึ่งร่างสูงใหญ่ของชายผู้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและไมตรีจิตอีกแล้ว แทนที่จะเป็นทอรัส อันเดรบารัน กลับกลายเป็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผู้น่าเกรงขาม หากไร้มนุษยสัมพันธ์อย่างถึงที่สุด !

 

                        ไวเวิร์น ราดาแมนทิส !!!

 

                        ศัตรูคู่อาฆาตที่ตามติดไม่ยอมเลิกรา !!!

 

                        ก็เพราะเจ้าหมอนี่เนี่ยแหละ ! ทำให้เขาพลัดหลงกับเพื่อนตัวโตของเขา !!! เพราะเขาพยายาม... หนีจากมันโดยไม่รออันเดรบารัน !!

 

                        งานเข้าแล้วไหมละ !!!!

 

            ไอ้คิ้วติด !! ยังจะตามไม่เลิกอีกหรือไง !!? ผลแพ้ชนะคราวที่แล้วยังไม่พออีกหรอ !!? ” ถึงกับโวยลั่น ไม่สนแล้วเรื่องรักษาหน้ารักษาตาของโกลด์เซนต์ที่ควรจะเป็น หรือกระทั่งว่าขณะนี้พวกเขาทั้งสองจะไร้ชุดป้องกันหรืออย่างไร เอามา ! จะสู้ก็สู้ เอาให้แหลกกันไปข้างเนี่ยแหละ !! ” อ๊าก.... นู๋น่อนสติแตกไปแล้ว T[]T~~~~~~~~

 

            ...ไร้สาระ

 

                        ฉึก !!!!!!!!!!!!

 

                        เปรียบประหนึ่งมีศรที่มองไม่เห็นของไอโอรอส (?) พุ่งเข้ามาแทงอกดังฉึกๆ พลันนั้นเส้นความอดทนของคาน่อนก็ขาดผึง !

 

            โกลเด้น ไทรแอง.... อุ๊บ!!! ”

 

                        ไม่ทันจบประโยค มือสากของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นถึงหนึ่งในตรีฑูตของกองทัพยมโลกก็พุ่งตรงเข้ามาปิดช่องทางการพูดของโกลด์เซนต์ผู้คุ้มครองวิหารที่ 3 จนหมด คาน่อนพยายามสะบัดหน้าหนี ทว่ามันกลับเป็นการเปิดโอกาสให้ราดาแมนทิสสบจังหวะเข้าไปล๊อคแขนทั้งสองข้างทางด้านหลัง อาจจะเพราะเรี่ยวแรงที่พูดได้ว่าพอๆ กัน จึงทำให้คนร่างสูงกว่าต้องออกแรงใช้มือทั้งสองข้างของตนเองในการควบคุมร่างที่พร้อมจะตอบโต้ได้ทุกเมื่อเช่นนี้

 

                        แทนที่จะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด มาตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงการที่คนทั้งสองไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้นอกจากอยู่ในท่าที่... เรียกเสียงซุบซิบนินทาให้เกิดขึ้นทั่วทั้งสารทิศ ...

 

                        โดยเฉพาะ ... เสียงวี๊ดว๊ายของกลุ่มเด็กสาวกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากเขามากนัก ...

 

            นั้นคู่เกย์หรอเธอ !? ”

 

                        เสียงที่เรียกให้ความร้อนพุ่งพล่านไปทั่วใบหน้า...

 

            อ้าว ? ท่านคาน่อนไม่ได้เกย์กับพี่ชายหรอเธอ !? ”

 

                        พร้อมกับร่างให้สั่นเทิ่ม

 

            หรือว่าจะเปลี่ยนคู่ควง !? ”

 

                        พลังคอสโม่ก็พุ่งสูง !

 

            “ 3P ต่างหากละ !!!

 

                        อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก T[]T!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

            กาแล๊คเซี่ยน เอ๊กซ์โพลชั่น !!!!!! T[]T !!!!!!! ”

 

                        …..

                        …………..

 

                        ไม่มีอะไรเกิดขึ้น .... ?

 

                        นอกเหนือจากการที่กลุ่มหญิงสาวเอามือขึ้นมากันหัวของตนเองด้วยความหวาดกลัวแล้ว ... ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

 

                        หลายๆ คนกระพริบตาปริบๆ งุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิด ... ทว่า ... ไม่นานปริศนาทั้งหมดก็ไขกระจ่าง (?)

 

            ฉันจับมือนายไว้อยู่นะ คาน่อน

 

            กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด >[]< อภิมหาเมะคุมเคะ !!!!! (?)

                       

                        ตามมาด้วยเสียงแปดหลอดแสบแก้วหู ชนิดที่ว่าถ้าไม่หามือมาปิดหูไว้ เนื้อเยื่ออาจถูกทำลายไปอย่างต่ำ 20% แต่ว่า แต่ว่า ....

 

                        ไอ้คิ้วติดมันล๊อคแขนผมอยู่อะ T[]T!!!!

 

                        นั่นหมายความ... คาน่อนเจอเรื่องซวยๆ อีกเรื่องเสียแล้ว...

 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

 

                        แสงสุริยันแห่งเทพอพอลโลคล้ายจะลดแสงลงเล็กน้อยเมื่อเวลาเริ่มเคลื่อนไปจนเกือบเย็น อาจจะเพราะว่ากว่าพวกเขาจะมาถึงแซงค์ทั่วรี่แลนด์ก็นับว่าเป็นเวลาค่อนข้างจะเที่ยง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเวลาที่ดีนักในการที่จะใช้เวลาในการตรวจตราและเล่นเครื่องเล่นทั้งหมดที่มีอยู่ ประกอบกับสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย... ดังนั้นกว่าที่ชูร่าแห่งแคปริคอร์นจะได้เล่นเครื่องเล่นเครื่องถัดไปหลังจากที่ทรหดทรกรรมกับการเล่นรถไฟเหาะตีลังกาก็นับเป็นเวลาที่เกือบเย็นมากแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าไอโอรอสที่มาด้วย แนะให้เขาไปโซนเกมจุกจิกอย่างพวกเกมจับตุ๊กตาหรือปาห่วงก่อนเพื่อเป็นการพักผ่อน จากนั้นจึงไปดูการแสดงโชว์สัตว์เลี้ยงแสนรู้ แล้วค่อยมาต่อแถวเล่นเครื่องเล่นที่เขากำลังจะได้เล่นอยู่นี้

 

                        ลักษณะของเครื่องเล่นดูจากภายนอกไม่ค่อยน่าหวาดเสียวเท่าไรนัก... มันเป็นเพียงเครื่องเล่นที่ให้คน 3 - 4 คนเข้าไปนั่งในกล่องที่มีลักษณะกลมๆ โดยที่กล่องแต่ละกล่องนั้นจะเคลื่อนตัวเป็นรูปวงกลมในแนวดิ่งรอบจุดศูนย์กลางจุดหนึ่งที่อยู่เหนือพื้นไป... หลายเมตรอยู่ ...

 

                        ครั้นถามชื่อของเครื่องเล่นนี้ เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า มันคือกระเช้าลอยฟ้า เป็นเครื่องเล่นที่เหมาะสำหรับการชมวิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

 

            พวกท่านโกลด์เซนต์สองคน ถ้ายังไงช่วยกระจายข่าวให้ด้วยนะคะ เห็นว่าท่านอาเธน่าบอกว่าจะสร้างเรื่องเกี่ยวกับกระเช้าลอยฟ้าอันนี้ โดยบอกว่า ถ้าคู่รักได้ขึ้นไปนั่งบนกระเช้า... ขณะที่กระเช้าลอยตัวขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ณ เวลาที่พระอาทิตย์กำลังทอดตัวลงดิน แล้วทั้งคู่ต่างบอกรักกันโดยที่ใจไม่ได้จดจ่อกับคำบอกเล่านี้ คู่รักคู่นั้นจะได้รักกันตราบนานเท่านานค่ะ

 

            เห็นว่ามันจะเป็นไฮไลท์หนึ่งของแซงค์ทั่วรี่แลนด์เลยก็ว่าได้ ทว่าเอาเข้าจริงแล้วมีหรือที่นักรบหนุ่มสองคนจะเห็นคล้อยไปตามคำกล่าวนั้น เมื่อทั้งสองต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงข้อความที่กุขึ้นเพื่อให้แซงค์ทั่วรี่แลนด์ขายดีเท่านั้น... ทว่า ซาจิทาเรียสเซนต์ก็ยังคงตอบออกไปด้วยเสียงทุ้มนุ่ม ตามที่คุณว่า ถ้าไงผมกับชูร่าจะช่วยเป็นธุระให้ ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ

 

                        แม้ในความเป็นจริง การรู้ข่าวลือเช่นนี้จากคู่รักชายหญิงสามัญจะดูเป็นเรื่องที่โรแมนซ์มากกว่า อย่างไรก็ตาม ... การจะไปขอร้องให้ชาวบ้านทั่วไปมาช่วยการนี้ก็ดูไม่ค่อยสมควรนัก เมื่อพวกเขาควรอยู่ในตำแหน่ง นักท่องเที่ยวมากกว่า คนโฆษณา

 

            จะว่าไปก็น่าเสียดายนะคะ ที่พวกท่านทั้งสองมาในช่วงเวลาไม่ค่อยจะเย็นนัก ไม่งั้นไม่แน่นะคะ ข่าวที่ท่านอาเธน่ากะจะกุขึ้นอาจจะกลายเป็นจริงในคู่ของคู่ก็ได้หญิงสาวเอ่ยหัวเราะเสียงใส ด้วยความที่เป็นชาวกรีกแต่กำเนิดซ้ำยังอยู่ในละแวกที่เติบโตมากับตำนานเทพกาล ดังนั้นการมีคนรักเป็นเพศเดียวกันจึงหาใช่เรื่องผิดแปลกไม่สำหรับเธอ

 

                        ทว่าสำหรับคนฟัง ... ชูร่าถึงกับหน้าตึง ... ไม่ชื่นชอบแน่แล้วกับการที่ถูกคนอื่นมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับไอโอรอสเป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อนสนิท ...

 

                         แม้คำว่าเพื่อนสนิทมันน่าจะเป็นคำที่ใช้เรียกมิโร่และคามิวก่อนที่พวกเขาทั้งสองคนจะตกลงคบกันในฐานะคนรัก และถึงแม้ความเป็นจริงมันจะเป็นอย่างที่เจ้าหน้าที่หญิงพูดก็ตาม ทว่าเขาก็ไม่ค่อยพอใจกับการพูดอะไรเช่นนี้

 

                        ไอโอรอสบอกว่าที่เขารู้สึกเช่นนั้นก็เพราะ... เขาเป็นคนจริงจังและขี้อาย ส่วนนึ้ค่อนข้างคล้ายคามิว แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะว่าหลังๆ คามิวจะเริ่มชินชากับคำแซวของเพื่อนๆ มากขึ้นเล็กน้อย ส่วนหนึ่งก็เพราะถูกแซวมาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มคบกับมิโร่ใหม่ๆ นอกจากนี้เวลาคามิวเขิน จะไม่เพียงแสดงออกทางสีหน้าเท่านั้น ทั้งไดมอนดัสต์ ออโรร่า เอ๊กคิวชั่น และฟริชชิ่ง คอฟฟิ่น ต่างเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่คามิวจะใช้จัดการกับเหล่าพวกปากมาก และมิโร่ ...

 

            ก็เพราะนายทำให้ฉันถูกแซว

 

                        คามิวพูดไปเพียงเท่านั้นก่อนจะไล่ใช้ไดมอนดัสต์ใส่คนเจ้าเล่ห์ที่ชอบหาเรื่องที่สุด ด้วยเพราะทั้งๆ ที่ตนตกเป็นเป้าหมาย ยังมิวายสรรหาเรื่องให้คามิวได้อายอยู่เนื่องๆ

 

            โธ่ ! คามิว ! ปานนี้ทั่วทั้งแซงค์ เค้าก็รู้กันหมดแล้วว่าเราสองคนรักหัน หวา !!! ไม่จำเป็นต้องปิดแล้วละที่รัก เหวอ !!!! ’

 

                        ไอ้เหล่าคำอุทานพวกนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่มิโร่ใช้หลบเหล่าแท่งน้ำแข็งที่คามิวสร้างขึ้นมาแล้วปล่อยไปทางมิโร่ เอาเข้าจริงๆ แล้ว ที่คามิวสามารถสร้างน้ำแข็งและบังคับได้ตามใจต้องการ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะฝึกซ้อมเช่นนี้กับมิโร่บ่อยๆ ก็ได้ ...

 

            ดีที่อย่างน้อยเวลานายอาย นายไม่ได้ไล่เอาเอ๊กคาลิเบอร์เฉาะหัวฉัน ไม่งั้นฉันคงต้องไปฝึกสกิลหลบมาจากมิโร่ไอโอรอสพูดพลางขำออกมาเล็กน้อย ขณะที่พวกเขาทั้งสองเข้ามานั่งในกระเช้า ไอโอรอสเลือกที่จะนั่งในทิศที่หันเข้าหาแกนหมุน เพื่อให้เขานั่งอยู่ตรงที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่สามารถมองเห็นวิวด้านหลังของชายหนุ่มได้โดยสะดวก พูดถึงเรื่องข่าวลือที่ให้ไปประกาศเนี่ย ก็ดูสมกับองค์อาเธน่าดีเหมือนกันนะ ชูร่า

 

                        เพราะสัญลักษณ์ขององค์เทพีคือความหวัง ทั้งนี้ทั้งนั้นบางคราวเซนต์ของเธอก็ได้ชื่อว่าเป็นเซนต์แห่งความหวังด้วย การที่เธอคิดสร้างตำนานเกี่ยวกับกระเช้าลอยฟ้าก็เพื่อเป็นการมอบความหวังให้แก่คู่รักที่ยังมิได้ทำพิธีตั้งหมั่นว่าจะรักกันตราบนานเท่านาน หรือแม้กระทั่งคู่รักที่หวั่นเกรงในความสัมพันธ์ของตน

 

                        ... รวมไปถึงกลุ่มคนที่รักข้างเดียวด้วยนะ ...

 

            แทนคำตอบ ชูร่ายิ้มออกมานิดๆ เป็นเชิงเห็นด้วย เอาเข้าจริงแล้วถึงพวกเขาที่เป็นผู้ชายจะไม่ได้นิยมหรือใส่ใจในสิ่งที่เป็นความโรแมนซ์หรือโรแมนติกมากนัก ทว่าอาจจะเป็นเพราะหัวใจที่เคารพองค์เทพีถึงขีดสุดของพวกเขาทั้งสอง การที่จะทำใจให้เข้าใจกับจุดประสงค์ของเธอมาคราวนี้จึงดูไม่เป็นเรื่องที่ยากเย็นนัก

 

                        บทสนทนาเกี่ยวกับงานและองค์เทพีอาเธน่ายังคงมีอยู่อย่างเนื่องๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะโดยพื้นฐาน แคปปริคอร์นเซนต์จะถือได้ว่าเป็นเซนต์ที่มีความจงรักภักดีต่อหญิงสาวอย่างสูงสุด ส่วนซาจิทาเรียสเซนต์เองก็ถือได้ว่ามีความผูกผันกับเธอ ทั้งดีกรีที่เป็นถึงผู้นำของเหล่าเซนต์ ความรู้สึกที่ชายหนุ่มมีต่อหญิงสาวร่างเล็กจึงค่อนข้างรุนแรงหากมองให้แง่ของนักรบโดยปกติสามัญทั่วไป

 

                        ครั้งหนึ่ง ... ไอโอรอสเคยถูกถามว่า ความรู้สึกที่ชายหนุ่มมีต่อองค์เทพีใช่ความรักฉันท์ชายหญิงหรือไม่... ขณะนั้นชูร่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่อาจบอกได้เลยว่า เขารอคอยคำตอบด้วยความระทึกขนาดไหน

 

            ยังคงจำได้ ... ว่าตอนนั้นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นถึงแบบอย่างของเซนต์ทั้งปวงทำเพียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า ถ้านับเวลาจริงๆ ฉันได้พบกับท่านอาเธน่าเมื่อไม่นานมานี้เองนะ แล้วแบบนี้ฉันจะรักท่านแบบนั้นได้อย่างไร

 

                        นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอีกหลายๆ อย่าง อาทิ ภาระหน้าที่ การวางตัว และที่สำคัญ ...

 

            อีกอย่างฉันมีคนที่ฉันรักอยู่แล้วด้วย

 

                        คำที่เรียกให้ความร้อนแผ่ซ่าน...

 

                        ไอโอรอสเป็นสุภาพบุรุษ ... เขาพร้อมที่จะมอบความจริงใจและความจริงให้กับคนทุกผู้ โดยรักษาเกียรติของผู้ที่ถูกกล่าวถึง ... เมื่อรู้ว่า คนรักของเขาไม่ชื่นชอบการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ครั้นถูกถามนามของคนรัก ชายหนุ่มก็เลือกที่จะตอบปัดออกไปอย่างสุภาพ

 

            ดูเหมือนเราจะใกล้ถึงจุดที่สูงที่สุดของกระเช้าลอยฟ้าแล้วละ ดูสิชูร่า วิวสวยมากเลยนะ น้ำเสียงทุ่มดังขัดเหล่าความคิดที่เริ่มจะฟุ้งซ่านของคนร่างโปร่ง ชูร่าหันไปมองทิวทิศน์ด้านนอกตามเสียงเรียก...

 

                        แลได้เห็นทุ่งดอกไม้สวย... ตรงประตูทางเข้าแซงค์ทัวรี่แลนด์

 

                        เพิ่งสังเกตเห็นเดี๋ยวนั้นเองว่าทุ่งดอกไม้นั้นถูกประดับตกแต่งลวดลายจำลองภาพกลุ่มดาวในห้วงอวกาศ ... ด้านบนของทุ่งดอกไม้ส่วนนั้น มีกลุ่มดอกไม้ที่จัดไว้แปรข้อความว่า

 

Sanctuary Land ’

 

ดินแดนแห่งความหวัง

           

                        ข้างๆ ... รายล้อมไปด้วยรูปภาพสัญลักษณ์ของจักรราศีต่างๆ ตั้งแต่รูปแกะ วัว คนคู่ ไปจนถึง ปลาคู่...

 

            ดูดีไม่เลวเลยนะ

 

                        ทำได้เพียงผงกศรีษะเป็นเชิงเห็นด้วยเท่านั้น ความปลาบปลื้มเกิดขึ้นเล็กน้อย ... ไม่คิดว่าองค์เทพีจะนำสัญลักษณ์ของพวกเขามาเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่เธอเป็นผู้ก่อตั้งและรู้สึกรักมันสุดใจ

 

                        นอกเหนือจากพวกเขาแล้ว ยังมีภาพกลุ่มดาวต่างๆ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นประดับไปทั่ว ... ยังจำได้เลยว่าระหว่างที่เขาเดินหาเครื่องเล่น ตามเสาหรือตามทางเดินก็จะมีรูปปั้นแกะสลักลวดลายสัญลักษณ์ของดวงดาวต่างๆ ตามความเชื่อ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข้อความเล่าขานตำนานสั้นๆ แกะสลักอยู่บนแผ่นเหล็กข้างรูปปั้นเหล่านั้นอีกด้วย

 

            เห็นว่าตอนตกดึกจะมีเปิดแสงไฟกันด้วย ไว้เราไปถ่ายรูปกันนะ ชูร่า

 

                        แทนคำตอบ ... คือมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย

           

                        พร้อมกับความอบอุ่น ... ที่แผ่ซ่านเข้ามา ... สู่หัวใจ

 

                        ไม่จำเป็นต้องอาศัยพรของทวยเทพ

                        ไม่จำเป็นต้องอาศัยเคล็ด ... หรือความเชื่อใดๆ

                        กระทั่งคำบอกรัก

                        ... ขอแค่เรารู้ความนัยนั้นเพียงสองคน ...

 

            เห็นว่าตอนตกดึกจะมีเปิดแสงไฟกันด้วย ไว้เราไปถ่ายรูปกันนะ ชูร่า

 

                        คืนนี้ ... อยู่ด้วยกันสองคนนะ ชูร่า ...

 

                        ......

 

                        ...................

 

                        ................................

 

                        .... อืม... เอาสิ... ไอโอรอส...

 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

 

            แกจะตามฉันมาจนถึงเมื่อไร ! ”

           

            .... เป็นคำที่พูดไม่รู้ว่าเป็นรอบที่ร้อยของวันหรือยัง ... คาน่อนรู้สึกเหมือนจะเดือดปุ๊ เมื่อร่างสูงหนาของคนขี้ตามตื้อยังตามติดไม่เลิกรา จะไปไหนก็ไป ! แกทำให้ฉันต้องขายหน้าหมดแล้ว !! ”

 

            ...ไม่ใช่เพราะว่านายทำตัวเองหรอกหรอ ? ”

 

                        เออ ... ถึงความจริงมันจะเป็น ... ไม่สิ ... ถึงแม้ว่าถ้าหากคาน่อนไม่โวยวายแล้ว เรื่องมันคงไม่เป็นจุดสนใจกระทั่งให้ร่างโปร่งต้องขายหน้าก็ตาม ทว่าสำหรับคนที่เข้าข้างตัวเองเสมออย่างคาน่อน มีหรือ ? ที่จะหาเรื่องโทษตัวเอง สิ่งที่เขาคิดจึงกลายเป็น

 

            ก็เพราะนายคอยตามฉันต่างหาก ! นรกมีให้อยู่! ก็อยู่ไปสิ! มาแซงค์ทำไม !? ” … เออ ... นู๋น่อนจ๊ะ... โหดไปไหม ?

 

            กระนั้นมาคราวนี้คนที่มักจะอารมณ์ขึ้นได้ง่ายกลับวางตัวได้เฉยผิดคาด ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ทำเพียงแค่ทอดถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจว่า อาเธน่าส่งสารมาหาท่านฮาเดสของข้า

 

                        ปึ้ด !

 

                        เชื่อตาย !!!

 

            นัยน์ตาสีอำพันคล้ายจะหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายจะพอรับรู้ได้ถึงความคิดของคนที่ได้ยืนฮึดฮัด เขารีบเสริมทับ เห็นว่าต้องการจะผูกสัมพันธไมตรีกับกองทัพยมโลก ถ้านายไม่เชื่อก็เอาจดหมายนี้ไปดู

 

                        ทันทีที่หยิบจดหมายขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงแสลกสีดำของตน คาน่อนก็รีบคว้ากระดาษที่ว่านั้นไปดู ... ไม่สนแล้วเรื่องมารยาท

 

                        ก็เขาไม่อยากอยู่กับเจ้าหมอนี้นานๆนี่ !!

 

            ทว่า... ยิ่งอ่านข้อความในจดหมายนั้นนานเท่าไร สีหน้าของผู้เป็นถึงโกลด์เซนต์กลับยิ่งซีดเผือกลงเรื่อยๆ แม้ว่าข้อความเหล่านั้นจะไม่ได้น่ากลัวเลยก็ตาม ...

 

อาเธน่าของพวกนายบอกว่า ถ้าฮาเดสอยากให้สเป็กเตอร์ขึ้นมารับแดดรับลมบ้าง ก็ให้คิดซะว่าแซงค์ทัวรี่เป็นบ้านหลังที่สองของกองทักยมโลก เพราะเธอไม่อยากให้เกิดสงครามขึ้นอีกแล้วโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นไร ราดาแมนทิสที่ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวค่อนข้างจะทางการรีบเอ่ยต่อ ท่านฮาเดสเลยส่งฉันมาทำหน้าที่เป็นทูตเชื่อมความสัมพันธ์ เห็นว่าตัวท่านเองก็เห็นประโยชน์จากสงครามตั้งแต่เทพกาลไม่ได้เช่นกัน

 

            แล้วพวกแกจะเริ่มสงครามก่อนทำไมละฟระ !!! …

 

            ได้แต่กรีดร้องโวยวายอยู่ในใจ เพราะคร้านเกินจะต่อความ ... ใครๆ ก็รู้ว่าพวกเทพพวกนี้เนี่ยไหลลื่นยิ่งกว่าปลาไหลซะอีก !

 

... เดี๊ยวฉันจะพานายเข้าเฝ้าองค์อาเธน่า ว่าแล้วก็อดนึกเสียดายช่วงเวลาว่างๆ ที่ได้มาเที่ยวนี้ไม่ได้ ... เอาเถอะ ! ยังไงซะพอมาเจอเจ้าคิ้วติดนี้ เขาก็หมดอารมณ์เล่นเครื่องเล่นแล้ว ... อันเดรบารันก็หายไปอีก ... เล่นคนเดียวไม่สนุกด้วย ...

 

ราวนกรู้ ... หรือเพราะสีหน้า และอาการที่บ่งบอกได้ถึงความอาลัยอาวรณ์ในสวนสนุกที่เพิ่งเปิดนี้ จึงทำให้ราดาแมนทิสรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจกับชายหนุ่มที่ทำตัวเป็นเด็กตรงหน้าไม่ได้ เขาเอ่ยทับ ฉันเพิ่งมาถึงแซงค์ทัวรี่ไม่นาน จะว่าไปก็เพิ่งเคยเห็นไอ้เจ้าเรือเล็กๆ ที่ตกมาจากหน้าผาสูงๆ แล้วยังเจ้ากล่องหมุนไปหมุนมา คว่ำไปคว่ำมา ที่มีเก้าอี้หลายๆ อันให้คนนั่ง ... ดูน่าสนใจดีเหมือนกัน

 

            คำว่า ถ้าไง วานนายช่วยนำทางให้ที ดุจจะไม่มีโอกาสได้หลุดออกจากปาก เมื่อคาน่อนพูดโพล่งด้วยความภูมิใจสุดๆ ว่า

 

ท่านอาเธน่าเป็นคนสร้างให้พวกเรา คนที่อาศัยอยู่ในแซงค์ทัวรี่ ที่นรกคงไม่มีอะไรแบบนี้ละสิ

 

            อยากเหลือเกินที่จะบอกว่าที่นรกเองก็มีเหมือนกัน ... ถึงมันจะเป็นในแบบที่เรียกได้ว่า ทัวร์ท่องเที่ยวนรกภูมิมากกว่าก็เถอะ ...

 

เห็นแก่บ้านนอกเข้าแซงค์อย่างนาย เจมินี่ คาน่อนคนนี้จะช่วยพานายเที่ยวก็ได้ ! ”

 

            ดูเหมือนคำว่า ห่วงเล่นจะไม่เข้าใครออกใคร ... หรืออาจจะเพราะอารมณ์เปลี่ยนเหงา ประกอบกับไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจรังชังเป็นการส่วนตัว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี คาน่อนก็ยื่นมือเข้ามาจับที่มือของชายผู้ยึดมั่นในหน้าที่ยิ่งกว่าใครด้วยรอยยิ้มสว่างไสว

 

ที่นี้มีเครื่องเล่นน่าสนุกเต็มไปหมดเลย ! ยังไงซะ ! ยินดีต้อนรับสู่แซงค์ทัวรี่นะ ! คุณสเป็คเตอร์ !!! ”  

            ก่อนจะออกแรงฉุดให้ร่างสูงกว่าวิ่งตามไปตามแต่ที่ตนต้องการ

 

            ... ผ่านผู้คน ... ผ่านรอยยิ้ม ... ผ่านสิ่งก่อสร้าง และเสียงเพลงอันครื้นเครง ...

 

‘ Sanctuary’s land …  Sanctuary’s land …

 

Happy land … lively land

 

My second home !!!

 

To be happy with everyone !

 

Let’s smile !!!

 

Welcome to Sanctuary’s land !!! ’

 

 

            มุมปากของชายผู้มักสวมชุดแห่งราตรีกาลและความตายคล้ายจะยักขึ้นเล็กน้อย เมื่อคาน่อนหันหน้ากลับมามอบรอยยิ้ม พร้อมเอ่ยประโยคสำทับบทเพลงเมื่อครู่...

 

“ Welcome to Sanctuary’s land !!! ”

 

            ...ดินแดนที่จะเต็มไปด้วยความสุขสงบและความหวัง...

 

            ขอให้มีความสุขนะ ! ทุกคน !!!

 

             

 

Sanctuary’s land  is the place that can make you happy !

 

Bye Bye ^ ^

 

 

========================================================

 

อยากบอกว่าเป็นฟิคที่ใช้เวลาในการแต่งนานมากเลยค่ะ >w< แต่ยังไงก็ สุขสันต์วันเกิดนะคะ ! สึนะจัง >[]

 

ขอให้สึนะจังมีความสุขมากๆ คิดอะไรก็สมหวังนะคะ มี่มิว forever รอสชู่ สุโก่ย~ ด้าน่อนคงทน !!! (ถึงแม้ว่า mummy อยากจะเชียร์ ง่าด้านมากกว่าก็ตาม >w< !! )

 

อยากบอกว่าตอนที่ได้รับรีเควสว่าอยากได้เรื่องที่อ่านแล้วสบายใจของ มี่มิวหรือรอสชู๋หรือด้าน่อนเนี่ย =w= ความคิดแรกที่โผล่มาเลยค่ะว่า จะต้องเขียนฟิคที่มีทั้งสามคู่นี้ให้ได้ !!! (แล้วก็ทำได้จริงๆ ด้วย =w='' ถึงแม้ว่าบทของแต่ละคู่มันจะช่างน้อยแสนน้อย เหอะๆ.... และอยากจะเปลี่ยนด้าน่อนให้กลายเป็นง่าน่อนอยู่หลายครั้ง แป๊ว >w<~)

 

อยากบอกว่าเป็นฟิคอีกเรื่องที่แต่งยาก แต่ก็สนุกมากอีกเรื่องค่ะ ! ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่ารู้สึกตัวเองจับจุดอะไรหลายๆ อย่างไม่ค่อยได้ในตอนแรก โดยเฉพาะของด้าน่อนที่เพิ่งแต่งครั้งแรกเป็นอะไรที่แอบยากส์ด้วยค่ะ (อย่างที่บอกว่า mummy ชอบง่านอ่น =w= เลยไม่เคยจิ้นด้าน่อน ฮา~)

 

แต่เห้นแบบนี้ด้าน่อนเป็นคู่ที่แต่งแล้ว mummy รู้สึกมันส์มากที่สุดเลยนะคะ ถึงแม้อาจจะหลุดอิมเมจของใครหลายๆ ท่านก็เถอะ >w< ถือเป็นประสบการณ์ใหม่เลยนะคะเนี่ย !

 

คู่ที่มันส์รองลงมานี้คงไม่พ้นคู่มี่มิวคู่โปรดของ mummy โดยเฉพาะฉากที่คามิวต้องไปทำท่ากึ่งจะนั่งบนตักของมิโร่เนี่ย เป็นท่าที่แบบว่า >[]< ! .... อยากแต่งมานานแล้วขรา~~~~~~~

แต่ก็นะคะมี่มิวที่แต่งในรอบนี้ก้มีจุดที่ผิดอิมเมจไปเหมือนกัน =w='' (มือมันไปเอง ?) โดยเฉพาะเนื้อเรื่องก่อนที่จะแก้เนี่ย มิวๆ ผิดอิมเมจแบบกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียวค่ะ เพราะมันมีฉากที่มิวๆ รุกมี่ก่อนด้วย ! (โอ้ น่ากัวมาก...)

 

แต่ที่โมเอ้สุดๆ คงไม่พ้นฉากที่มิโร่จับได้ว่าคามิวเองก็อยากอยู่กับตัวเองเหมือนกันค่ะ >w< จริง ๆ แอบอยากจะสื่อว่า ทั้งคามิวและก็มิโร่เนี่ยต่างก็รู้จักอีกฝ่ายดีไม่แพ้กันเลย

(วันหลังจะโกหกอะไรกันคงทำไม่ได้แล้วสินะคะ หุหุ)

 

จะว่าไปก็แอบเสียดายค่ะที่ไม่ได้แต่งฉากช่วงเวลาตอนกลางคืนที่ออกไปข้างนอกด้วยกันสองคนของคู่นี้ =w=''' แต่คิดว่าถ้าเขียน เดี๊ยวบทมันจะไม่บาลานซ์กับคู่ที่เหลือ ถ้าไงก็รบกวนไปจิ้นกันต่อเองด้วยนะคะ ><  (ไม่อยากรับปากว่าจะแต่งแยกออกมาเพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ได้แต่งแน่ๆ )

 

ส่วนคู่สุดท้าย รอสชู่ อยากบอกว่าตอนแรกกะจะแต่งให้พี่รอสออกมาแนวทะเล้นๆ นิดๆอะคะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะองค์ลงหรือองค์ขึ้นกันแน่เลยทำให้พี่แกกลายเป็นสุภาพบุรุษแบบเต็มขั้นไปจนได้ =[]=!

 

สำหรับคู่นี้ตอนแรก กะจะเขียนให้เกิดเหตุการณ์กระเช้าลอยฟ้าขัดข้องก็เลยต้องนั่งรอจนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน แล้วไปๆ มาๆ สองคนนี้ก็บอกรักกันอีกรอบให้เหมือนกับข่าวลือด้วยอะคะ แต่คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่า ... ขี้เกียจ ....

 

อ๊ากกก อย่าเพิ่งเตรียมจรวดหรือมิซไซล์มายิงใส่ mummy นะคะ T[]T!!!!

 

เหตุผลจริงๆ ที่ mummy ไม่เขียนก็เพราะแบบว่า รู้สึกว่ายังไงคู่นี้มันก็รักกันอยู่แล้ว และก็คงรักกันไปตลอดด้วย อีกอย่างคือ

 

เอาจริงๆ พวก ข่าวลือ เทือกๆ นี้มันมีเยอะมากเลยนะคะ ประมาณว่าทำแบบนี้แล้วจะสมหวังประมาณนี้ โดยส่วนตัว mummy คิดว่ามันเป็นเพียงการทำให้คนเรามีความหวังกับอะไรหลายๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีมากเลย ( mummy เป็นคนหนึ่งที่ชอบทำตามข่าวลือกพวกนั้นค่ะ =w=b )

 

แต่จริงๆ ถึงเราจะทำหรือไม่ทำตามข่าวลือมันก็ไม่ได้ เป็นตัวที่ทำให้เราสมหวังหรือไม่สมหวังอะคะ

 

ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรามากกว่า

 

เพราะงั้นในเรื่องนี้รอสกับชู่เลยไม่บอกรักกันตามข่าวลือ (ถึงแม้มันจะโรแมนซ์ก็เถอะ)

 

อย่างที่ว่าแหละค่ะ ยังไง สองคนนี้ก็คงรักกันไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว >w< ไม่ต้องใช้ข่าวลืออะไรแบบนี้ก็ได้

 

รู้สึกตัวเองแอบพล่ามมาเยอะแล้ว สำหรับ เอนทรี่นี้เอาแค่นี้ก่อนละกันนะคะ ไว้พบกันเอนทรีหน้าค่ะ >w< (คิดว่าคงจะลงฟิคค่ะ เพราะว่าตอนนี้ฟิคค้างเยอะมาก มีทั้งที่ (บังคับให้คนอื่น)รีเควส แล้วก็ฟิคเก่า รวมถึงฟิคใหม่ที่ plot ไว้ด้วย T T~ )

 

แล้วก็ ยังไงซะก็ขอให้ทุกๆ คนพบแซงค์ทัวรี่แลนด์ของตัวเองนะคะ ^[]^!

 

ปล. ตอนนี้แอบบ้า no hero กับ the legend of sun knight ค่ะ ใครชอบ มาเมาท์กันได้นะคะ >w<

ปล2. ตอนนี้ดูโคบาโตะแล้ว กำลังลุ้นหาคู่วายอยู่

ปล3. ตอนนี้มีใครชอบอัสเดฟกันบ้างค่ะ >w< วานยกมือหน่อยคะ ! ~

 

โซนตอบเม้นท์คะ

 

อามิซัง - มี่ในเรื่อง faux เป็นมี่แบบที่ mummy ชอบมากเลยค่ะ คือเป็นมิโร่ที่รักและให้ความสำคัญกับคนที่รักมากๆ เขาดูเป็นคนที่ใส่ใจโดยไม่ต้องบอก ถ้ามีแฟนแบบนี้คิดว่า คงเป็นอะไรที่ดีสุดๆอะคะ

 

เด็จป้า - =w='' ไม่น่ารักหรอกน้องรัก มีแต่คนบอกว่าพี่ตอน ม. ปลาย น่าเดินหนี (ฮา) ยังไงเรื่องงานก็สู้ๆ นะจ๊ะ ส่วนเรื่องพี่เดฟ ก็ยกพี่เดฟให้พี่อัสไปเถอะ ให้มิตะไปหารักแท้กับเรกูลัสแทน (ฮา)

 

ซึยจัง - มี่ของพี่มันคงเลิกหื่นไม่ได้แล้วจริงๆ นั้นแหละ = =' ไม่รู้สิ เอาจริงๆ พี่ก็แต่งฟิควายมาเยอะ แต่งฉากเรทก็แยะ (?) แต่พอแต่งมิโร่หรือคาลซังที่ต้องเรทที่ไร พี่แทบหมดเลือด เลิกแต่งกลางคันทุกที =[]= (อารมณ์ว่าต้องไปเต็มเลือดก่อนแล้วค่อยมาแต่ง ฮา)

สำหรับฟิคโอ๊ยๆ = = อา ... อีกเรื่องหนึ่งที่พี่ดองเค็มอยู่สินะ ...

ปล. สนใจเอา tag 108 ข้อไปทำไหม ? (อยากบอกว่าพี่ดอง 108 ข้อมานานแล้ว เพิ่งทำเสร็จเองแหละ ฮาๆ)

ปล2. เห็นแบบนี้ น้องมุกบอกว่าพี่ S มากเลยนะ =w='

ปล3. เริ่มสนใจอัสเดฟแล้วละสิ *-* หลังจากไซโคไป 1 รอบ

 

nu mimew - อะคะ ขอบคุณมากนะคะ >< ตอนนี้ได้มือถือใหม่แล้วค่ะ กำลังจะพยายามหัดเล่นอยู่ แอบรู้สึกไม่คุ้นเหมือนกันกับมือถือเครื่องใหม่ แต่ก็น่าสนุกมากเลยค่ะ ><

 

พี่โทเม - ใช่ค่ะ >< อยากลองทำแบบ LC มากมาย ส่วนเรื่องที่ตอบมิโร่เยอะกว่าคนอื่นเป็นพิเศษเนี่ย =w= อาจจะเพราะว่าความชอบของมิ้นในตอนนี้มันเริ่มมาจากความไม่ชอบก่อนละมั้งค่ะ เลยมีเรื่องให้เล่าเยอะถึงพัฒนาการ (ฮา)

 

พี่เพนกวิน - ยังไงก็ขอขอบคุณมากจริงๆ นะคะ ที่มางาน >w< เพราะมีพวกพี่ๆ เลยทำให้งานมีสีสันขึ้นเยอะมากๆ เลยค่ะ 

ส่วนเรื่องคาดตา =w='''' เอิ่ม ... อย่างน้อยหนูก็ไม่ได้คาดตาชุนน้า >[]

(เข้าใจว่าถ้าเผลอคาดไป หนูอาจจะกลับบ้านไม่ครบ 32 แน่เลย =w=')

ส่วนเรื่องการจัดงานครั้งหน้า จริงๆ mummy แอบคิดค่ะว่าถ้าเป็นไปได้แอบอยากจัดวันที่ 31 คืออยากจัดธีม halloween meeting party นะคะ แต่เห็นว่าเพิ่งจัดไปเลยยังไม่จัดดีกว่า ....

(หรือจะจัดตอนคริสต์มาสดี ? โอ้ ไม่นะ ช่วงนั้นต้องสอบกันอยู่แน่เลย T T~ )

ส่วนเรื่องตารางเวลา =w= คือ... เห็นว่าคนไปแอบน้อยแล้วไม่ค่อยเป็นทางการนะคะเลยไม่ได้จัดไว้ แต่วันหลังจะจัดแบบคร่าวๆ นะคะ >w< (แอบกลัวจุ๊บุ๊ของพี่เพนกวินยังไงก็ไม่รู้สิ )

 

น้องมุก - ฮา ส่วนหนึ่งที่ไม่จัดจริงจังเพราะไม่มีสถานที่ด้วยแหละ >< แต่ถ้ามีแล้ว อาจจะจัดจริงจังขึ้นมาอีกนิดมั้ง (?)

แต่เอ๋ ... ถ้าจัดจริงจัง พี่จะทำตัวเกรียนอีกได้ป่าวหวา  

ปล. พี่ลืมไป จริงๆ ฐานสลัดมันต้องมีผักกาดรองด้วยเพื่อความสมดุล

ปล2. พี่รู้ว่าจริงๆ น้องก็แอบสนใจอัสเดฟนะ หึหึ

 

 

edit @ 24 Oct 2009 19:15:50 by mummy

edit @ 24 Oct 2009 19:47:02 by mummy

edit @ 3 Nov 2009 22:12:00 by mummy

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ลัลล้ามีฟิกน่อนเคะมาให้อ่านแล้ว ทำไมง่าทิ้งน้องแบบนี้น้องแกจะโดนจิ้งเหลนคาบไปกินแล้วนา
นอกจากแกจะน่าสงสารเพราะโดนพี่ทิ้งแกยังโดนคนแต่งทิ้ง
บทน้อยไปแล้ว
ทำไมไม่หวานเท่าคู่อื่นๆ ฮะ
เอามาอีก ดิ้นพรากๆ ดิ้นดับ ดิ้นกระโดด
ส่วนมี่มิว น้ำตาลขึ้นเตียงแล้วนะ
รอสชู -0- เพ่ๆ เห็นใจเด็กตากลมๆมั่ง
หวานดีจังเลยค่ะ>< อยากไปแซงค์ทัวรี่แลนด์มั่งจัง

ว่าแต่สาววายกลุ่มที่แซวด้าน่อนนั่น ..คงไม่ได้เอามาจากบุคคลจริงหรอกนะคะ=w=~(ฮา)

ปล. เก็บแท็ก108คำถามไว้เถอะค่ะ....

#2 By suigintou on 2009-10-24 21:18

อ่านแล้วน่ารักดีค่ะ รอสชู เรียช่า แล้วก็... มี่มิว หวานมากเลย ดูแล้วชอบอ่ะ แต่งอีกๆ

#3 By อามิ (124.121.205.100) on 2009-10-25 20:08

ขอโทษค่ะที่มาเมนท์ช้า TvT ทั้งที่มิ้นซังอุตส่าห์แต่งให้แท้ๆ
ถูกใจมากเลยค่ะ เฮ XDDD ขอบคุณมากนะค๊า *กอดๆ*
สามคู่สามมุมแท้ๆ ...รอสชู่น่ารัก... ชูชู่น่ารัก!! สมเป็นป๋ารอสจริงๆ อะไรจะสุภาพบุรุษขนาดนั้นคะ แล้วเมื่อไหร่จะได้กดคะ รอดูอยู่นะคะ เดี๋ยวก็แก่จนกดไม่ไหวหรอกค่ะ ฮ่าๆๆๆ
ราด๊าน่อนก็สมกัน.. sad smile น่อนคะอายุเท่าป๋ารอสแล้วนะคะ (ฮา) ทำตัวเป็นผู้ใหญ่มั่งเซ่ แต่จะว่าไปเพราะคู่นี้มันการ์ตูนสาวน้อยเป็นบ้าเลยนี่แหละถึงได้เป็นที่ชื่นชอบสินะ
มี่มิวไม่พูดถึงแล้วได้มั้ยคะ หมั่นไส้! กร๊ากก มิโรซาม่ะแย่ คามิวซังก็แย่ สรุปคือสองคนนี้มันรู้ทันกันทุกทางสินะ.. =v=
ชอบแบบนี้ล่ะค่ะมิ้นซัง อั๊ง XDDD ดูเป็นอะไรที่รู้กัน เพราะอยู่ด้วยกันมานาน สามีภรรยาขิงๆ ค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งนะคะ TvT ขอโทษจริงๆ ค่ะที่เมนท์ช้าไปมาก..

#4 By ♪Hell=Twin♫ on 2009-11-09 23:02