[AU Fic TRC ] L`oiseau Bleu 8

posted on 29 Jun 2009 23:02 by mini-mummy  in fiction
[AU Fic Tsubasa RC ] L`oiseau Bleu 8

Pairing: Kurogane x Fay

Authors: mini_mummy_noel

====================================================

Chapter 8

The True

            ร่างของหัวหน้าโจรสลัดถูกรวบเข้าแผ่นอกกว้างกำยำของรัชนิกูลแห่งอาณาจักรเซนต์ ซ้ำยังเป็นผู้ปกครองเมืองเวอริว เมืองท่าการค้าที่สำคัญ นัยน์ตาสีฟ้าค่อยๆ ปิดลง ... หลับลึก ด้วยความอ่อนแรง...

 

            ผิดกับนัยน์ตาสีอำพันอีกคู่ ที่ปิดแววปิติในดวงตาไม่ได้ ริมฝีปากหนายิ้มเย็นก่อนจะเรียกผู้ติดตามพร้อมม้าพระที่นั่งของตนเองมาพาเขาทั้งสองกลับไปยังเขตพระราชฐานของตน ไม่วายเอ่ยสั่งทหารรักษาพระองค์ว่า

 

ส่งนกเร็วไปบอกคนๆ นั้นด้วยว่า ... ฉันเจอ ของที่เขาต้องการแล้วละ

 

            ในความฝัน...  ไฟย์เห็น...  ภาพของเด็กคนหนึ่งที่กำลังร่ำไห้... ในคุกมืดแสนเย็นเหยียบ .. มือทั้งสองถูกพันธนาการไว้ด้วยกุญแจมือเหล็กติดผนัง ... นัยน์ตาที่จ้องมองมาส่อแววตัดพ้อ .. เศร้าสร้อย ... บาดลึกไปถึงหัวใจ ..

 

            ...ไฟย์....

            .... จะไม่มาช่วยฉันจริงๆ หรอ ....

 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

 

            ช่วยฉันด้วย .... ใครก็ได้โปรดช่วยฉันที

            พาฉันออกไปจากที่นี้ที ...

            ที่ๆ มนุษย์เลือกที่จะกักขังมนุษย์ด้วยกันเอง ...

            กรงขังที่แสนเหน็บหนาวนี้

           

            จิตใจของคนเราทำด้วยอะไรกันนะ ... ถึงได้โหดร้ายกับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างเขา

            เพียงเพราะเขาเกิดมาเป็น ทาสเป็น เชลยเท่านั้นหรอ

            ก็ใครเหล่า สามารถจะเลือกเกิดได้

            ถ้าแม้นทำได้ เขาก็คงเลือกที่จะเกิดเป็นมนุษย์ปถุชนคนธรรมดาอยู่ร่วมกับคนที่เขารัก

            ไม่ต้องการจะเป็นแบบนี้ ไม่ต้องการที่จะเป็นอย่างที่ตนเองเป็น

 

            พอแล้วละ ... พอที

            ปล่อยเขาออกไปที

            เขาอยากเจอ ... อยากเจอคนที่เขารัก ...

 

            ... ไฟย์ ...

           

            นายจะรู้บ้างไหมนะ ว่าตอนนี้ฉันเป็นยังไง ... ทรมานแค่ไหน เป็นทุกข์แค่ไหน ...

            ... นายไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แต่ขอร้องละ ...

            มาช่วยฉัน ... มาหาฉันที

            ก่อนที่ความเหน็บหนาวนี้ ... จะพรากเอาลมหายใจเฮือกสุดท้าย ... ชีวิตของฉันไป

           

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

 

            คราบน้ำตาไหลเอ่อแก้ม ... ทั้งที่ดวงตายังคงปิดสนิท ไม่มีใครรู้ว่าร่างผอมบางบนเตียงสีขาวไล่ฟ้าอ่อนโปร่งสวยกำลังมองเห็นอะไร ... แต่... เจ้าตัวรู้ดี ...

 

            นัยน์ตาสีฟ้าใสค่อยๆ เปิดขึ้น หยาดน้ำไหลรินรดชุ่มหมอนขนนกแสนนุ่ม .... เขาไม่คิดที่จะเช็ดมัน

 

            .... เขาอยากเจอ .... อยากเจอ... คนๆ นั้น

           

            อยากเจอ.... เหลือเกิน

 

            หัวใจแสนรวดร้าว ทนทุกข์ทรมาน

 

            คนที่อยากเจอ ... ไม่ได้เจอ ...

 

            หวัง... วันที่เขาทั้งสองจะได้พบเจอกัน ... ปลอบประโลมกันและกัน ... เล่าถึงเรื่องราวต่างๆนานาที่พานพบประสบ

           

            แต่วันที่เขาหวัง ... ไม่มีวันมาถึง

 

            หากคิดจะช่วยเหลือคนๆ นั้น ... วิธีที่ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ ... ไม่มีอีกแล้ว

 

            เสียงกุกกักดังขึ้น ที่ประตูสลักลวดลายสีฟ้าคล้ายผลึกน้ำแข็งแสนสวย นัยน์ตาสีเดียวกันมองไป น้ำหยาดแห้งเหือดแล้ว แต่ความเจ็บปวดในใจ... ยังไม่คลาย

 

ตื่นแล้วหรอ ? นอนพักอีกนิดก็ได้นะน้ำคำสุภาพอ่อนโยน ... หากจะมีสักกี่คนที่รู้... เหมือนอย่างเขาที่รู้ว่ามันจอมปลอม ไฟย์พยายามยันตัวลุกขึ้น แม้จะรู้สึกได้ว่าร่างของตนในตอนนี้อ่อนแรงผิดปกติก็ตามที ความแปลกประหลาดนี้ ... พาลให้เขาอดที่จะลอบอ่านใจของเจ้าของสถานที่ไม่ได้ ซึ่งคำตอบ ... ก็ไม่ได้ผิดแผกจากที่เขาคิดไว้มากนัก

 

คุณวางยาผมสินะ แล้วคนถูกเดาทางได้ก็คลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปนั่งบนเตียงใกล้ๆ กับคนที่พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเถิบหนี “ …สกปรกที่สุด

 

            เพิ่งสังเกต ... ว่าเสื้อผ้าของตนเองถูกเปลี่ยน ... พื้นที่ที่เคยถูกปกคลุมด้วยผืนผ้าสีดำสนิทมาตอนนี้กลับกลายเป็นผืนผ้ายูคาตะสีฟ้าซึ่งมีลายนกตัวเล็กๆตัวหนึ่งกำลังกางปีกโผบินอยู่ ... เหล่าอาวุธลับที่เคยมีอันตรธานหายไปเฉกเช่นเดียวกับอาภรณ์ชุดเก่าของเขา

 

เขาเรียกว่ากันไว้ดีกว่าแก้ต่างหาก... ถ้าหากคุณหนีไปได้ คนๆ นั้นคงไม่เอาผมไว้แน่ๆไฟย์หัวเราะ หึ ให้กับคำพูดนั้น คล้ายกับมันเป็นมุขตลกแสนฝืด จากนั้นจึงค่อยๆ ล้มตัวลงนอนหันหลังให้ ไม่สนใจว่าการกระทำของตนเองจะแลดูเสียมารยาทกับสายเลือดราชวงศ์ของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งก็ตาม

 

            ฟูมะไม่สนใจกับอากัปกิริยานั้น สิ่งที่เขาสนใจก็คือการยั่วอารมณ์คนที่ดูยั่วง่ายกว่าแต่ก่อนมากเท่านั้น เขาใช้ร่างหนาของตนเองให้เป็นประโยชน์ วางแขนคร่องร่างเล็กที่ดูบางมากขึ้นเมื่อมาอยู่ใต้ร่างของเขาก่อนกระซิบถาม

 

ไม่ลองอ้อนวอนผมดูหรอ ? ” หากคนถูกถาม ... ยังคงนิ่ง หรือลองเสนออะไรแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพ

 

ถึงยังไง คุณก็ไม่มีความคิดที่จะปล่อยผมไปอยู่แล้วคนผมดำหัวเราะให้กับคำพูดนั้น นับจากวันที่คนผมทองได้ลอบหนีออกไป ... คนๆนี้โตขึ้นมากจริงๆ

 

ถอดใจที่จะหนีแล้วหรอครับ ? ”

 

            ไร้สิ้นเสียงตอบจากคนที่เขาต้องการถาม ... หากนัยน์ตาสีฟ้าที่เขานึกชมชอบในประกายของมันกลับวาวโรจน์แข็งกล้าขึ้น ไม่เหมือนกับคนที่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จนเขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม

 

ตาของคุณสวยมาก... น่าเสียดายที่....แล้วมือก็ลากไปสัมผัสกับผ้าปิดตาสีดำสนิทตรงหน้า ... สิ่งที่อยู่ระหว่างนัยน์ตาแสนสวยกับมือของเขา  จะว่าไป ... ก็ดูเท่าเทียมกันดีนะครับ...

 

ก็คนที่ทำให้ คนๆ นั้นสูญเสียตาขวาไป ก็คือคุณเองนี้ครับ

 

            โครม !!!!!!!

สิ้นเสียงประตูหินแกะสลักก็ถูกทำลาย เป็นจังหวะเดียวกันที่ร่างๆ หนึ่งได้พุ่งเข้ามา ไอเย็นของโลหะจ่อเข้าที่ลำคอแกร่งของผู้ที่ทาบทับ นัยน์ตาสีฟ้าใสเบิกโพลง เบือนหน้าไปยังต้นเหตุของดาบเล่มยาว แล้ว เขาก็ได้เห็น !

 

หน้ากากสีดำสนิทบทใบหน้าของคนที่เขาไม่มีวันลืม !

 

            คุ........ !!!! ” เกือบไปแล้วที่จะกรีดร้องชื่อของอีกฝ่ายออกมา ทว่าไฟย์ก็ยังยั้งปากของตนเองเอาไว้ได้ทัน ถึงแม้นจะมีของปกปิดใบหน้า แต่น่าประหลาด ! เขารู้ดี ว่าท่าทางแบบนี้ อาการแบบนี้ สีหน้าของอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร

 

                        ก่อนที่คมดาบจะปาดลำคอเรียกเลือดจากโลหิตสีน้ำเงิน เจ้าของพระราชวังก็เบี่ยงต้วหลบด้วยความรวดเร็วซ้ำยังดึงร่างของคนบนเตียงขึ้น รวบไหล่เล็กๆ เอาไว้บังคับให้แนบกับอกกว้างของตน

 

            คิดว่าคุณจะตัวคนเดียวซะอีกนะครับ คำพูดนี้จงใจพูดริมหูคนที่ไม่สามารถละสายตาไปจากใบหน้าของผู้มาใหม่  ความรู้สึกเย็นเฉียบในใจมลายหายไปสิ้นแล้ว หากแต่แทนที่เขาควรจะดีใจมีความสุข คำถามสองคำถามก็ผุดขึ้นมาในใจกลบความรู้สึกทั้งมวล

 

                        รู้ได้อย่างไร ! และรู้เรื่องไปถึงขนาดไหน !

 

            ปล่อยเจ้านั้นซะ สุรเสียงแข็งกร้าว ... เฉกเช่นเดียวกับที่เขาเคยได้ยินทุกคืนวันที่ผ่านมาบนเรือ L`oiseau Bleu ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ... ตั้งแต่เกิดมา ... เขาไม่เคยรู้สึก ... ว่าความดีใจที่มากพอจะเรียกหยาดน้ำให้คลอเอ่อเป็นเช่นไร แต่ตอนนี้ ... เขาคล้ายจะเข้าใกล้หามันอีกก้าวหนึ่ง

 

                        ร่างที่แทบจะไร้สิ้นเรี่ยวแรงดิ้นขลุกขลิกอยู่ในอ้อมกอดของเจ้าของนัยน์ตาสีทองอำพัน หวังที่จะหลุดจากพันธนาการเพื่อเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของคนที่นำพามาซึ่งอิสรภาพของเขา !

 

                        หาก... โลกไม่ได้เป็นสิ่งที่สวยงามขนาดนั้น ทันทีที่ข้อเท็จจริงได้หลุดออกจากริมฝีปากที่มักคลี่ยิ้มอยู่เสมอ ก็คล้ายกับมีน้ำแข็งพุ่งเข้ามาแช่หยุดเวลาของเขาเอาไว้ ...

 

            คนๆ นี้... เป็นนักโทษของอาณาจักรเราอยากเหลือเกิน ที่จะ รู้สึกไปเอง ว่าร่างใหญ่ๆตรงหน้าเขานั้นชะงักไป

 

                        หมดสิ้นแล้ว ... ทุกๆ อย่าง

                        เป็นอีกครั้ง ... ที่เขาหลบสายตา ... ไม่กล้ามองหน้าคนอีกคน

                        และถึงแม้จะไม่กล้าสบสายตา ... เขาก็ยังเห็น ...

                        มือที่กำด้ามดาบเอาไว้แน่น ... คล้ายกับกำลังอดทนกับอารมณ์ที่พุ่งพล่านของตน

 

            คนๆ นี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้กษัตริย์ของอาณาจักรเราต้องสูญเสียตาขาวไป

 

                        จบ.... แล้ว....

                        คุโรงาเนะ ... รู้แล้ว ... ความจริงที่เขาไม่ต้องการให้ใครรู้ ...

                        อาชญากรของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ... ผู้ที่กล้าชี้ดาบให้กับกษัตริย์แห่งอาณาจักรไอริส ...

                       

                        ตัวตนที่แท้จริงอีกหนึ่งของเขา ...

                        เขาที่ไม่ใช่ผู้นำโจรสลัดผู้เมตตาจิต นำของที่ได้มาช่วยเหลือผู้พ่ายแพ้ต่อชะตากรรมและหนทาง ตัวตนที่เขาเอาไว้ใช้หลอก... คนอื่นๆ .... รวมทั้งตัวชายหนุ่มเอง

 

                        นักรบทุกคนเกลียดคนหลอกลวง ... เขาไม่มีหน้ากลับไปอีกแล้ว

 

                        คล้ายกับถูกผลักให้ตกลงไปยังเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น ...

                       

                        หากจะขอให้ไม่สนใจในสิ่งที่เขาหลอกลวง... มันก็เห็นแก่ตัวเกินไป ซ้ำยังยากเกินไป...

 

                        ทั้งๆ ที่เคยสาบานกับตนเองแล้ว ... ว่าจะไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น ... แต่มาตอนนี้เขาไม่ไหวแล้วจริงๆ

 

                        นัยน์ตาทั้งสองข้างร้อนผ่าว ปริ่มๆ คล้ายกับจะมีหยาดน้ำล้นออกมาได้ทุกเมื่อ

 

                        ช่วงวินาทีนั้นเอง ... ที่เขาลืมสิ้นถึงลูกเรือทั้งหมดของเขา ... ลืมแม้กระทั่งคนที่อยู่ในความทรงจำเสมอมา

 

                        เหลือเพียงคนที่อยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น

 

                        เขายอมเห็นแก่ตัวก็ได้ ... ยอมหวังอะไรที่มากเกินไปก็ได้

 

                        ขอเพียงอย่างเดียว ...

 

                        อย่าเกลียดฉันเลยนะ .... คุโรงาเนะ

 

                        คำขอเพียงหนึ่งเท่านั้น ที่อยากให้เป็นจริง ...

 

                        เรื่องอย่างอื่น ... จะเป็นเช่นไรก็ช่าง ... ใครจะมองเขาด้วยสายตาเช่นไร ... เขาไม่สนใจ

 

                        ขอแค่คุโรงาเนะ ....

 

                        ได้โปรดบอกฉันทีสิ

 

                        บอกทีว่านายไม่สนใจเรื่องที่นายได้ยิน บอกทีว่านายเชื่อในตัวฉัน ...

 

                        ได้โปรด... บอกฉันทีว่านายจะไม่ทิ้งฉันไปอีกคน ...

 

                        ทว่าในความเป็นจริงนั้น นอกจากคนที่เขาต้องการให้พูดจะไม่พูดในสิ่งที่เขาต้องการแล้ว เจ้าชายหนุ่มในถิ่นต่างแดนกลับเพียงยกดาบขึ้นจ่อคอเขาเท่านั้น ...

 

                        คล้ายพญามัจจุราชที่พร้อมจะพรากเอาชีวิตลมหายใจของเขา ...

 

                        เป็นตัวคนที่กอดเขาเอง ที่ถอยหลังไป เพื่อไม่ให้ปลายดาบได้มีโอกาสสัมผัสกับลำคอขาวแสนสวยของเขา ใบหน้าคร้ามคมยังคงเปื้อนยิ้มแม้ในยามที่เอ่ยเรื่องเครียด

 

            ผมคงปล่อยให้คุณ ฆ่า  คนๆ นี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะทางกษัตริย์ที่ว่านั้นก็โรคจิตพอตัวอยากได้เขากลับไปลงโทษด้วยตัวเอง นอกจากคำอื่นๆ แล้ว คำว่า ฆ่า  คล้ายจะเป็นคำที่ดังก้องกังวานในหูของไฟย์มากที่สุด ร่างของเขาสั่นเทิ่ม ...

 

            ใครบอกว่าข้าจะฆ่าเจ้าบ้านั้น

 

            “ !!! ”

 

                        ฉัวะ !!!!

 

            พร้อมกับเลือดสดๆ ที่ไหลออกจากบาดแผล ริมฝีปากของคนถูกแทงยังคงยิ้ม แต่นัยน์ตาสีทองกลับปิดแววตกใจไม่มิด คุโรงาเนะใช้ช่วงเวลาที่อีกฝ่ายหาทางเบี่ยงตัวหลบจนได้แผลเพียงแค่รอยถากที่แขน คว้าร่างของคนที่อยู่ในอารามตกใจยิ่งกว่าใครเข้าแนบอก

 

            ไม่ใช่ว่าฟูมะจะอ่อนแอ แต่ เขาพลาด !

 

            พลาดที่คิดว่าคนที่อยู่ตรงเขา เป็นเพียง ปถุชนคนธรรมดา !

 

            ไม่ใช่สายเลือดแห่งอาณาจักรนักรบ !! เจ้าชายคุโรงาเนะแห่งอาณาจักรซูวะ !!!

 

คิดว่าจะหลบได้แล้วซะอีกเพราะหากเทียบในอาณาจักรไอริสแล้ว ตนเองมีฝีมือในการต่อสู้เป็นอันดับสอง รองจากผู้กำอำนาจในอาณาจักรเอาไว้ และหากเทียบกับอาณาจักรบนพื้นแผ่นดินนี้ พวกเขาจะพ่ายทางดาบก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญอย่างผู้ครองอาณาจักรซูวะเท่านั้น ! “ เจ้าชายคุโรงาเนะสินะครับ...

 

            คำพูดนั้นเรียกอาการสะดุ้งจากคนร่างผอมบางได้ ทว่าเจ้าของชื่อกลับทำเพียงแค่ถอดหน้ากากของตนเองออกเผยให้เห็นดวงหน้าคมเข้มรับกับนัยน์ตาสีแดงโลหิต ... สัญลักษณ์ของชายชาตินักรบแห่งซูวะ !

 

ถือว่าจ่ายหนี้ที่เจ้าลักพาตัวโทโมโยะมาที่นี้แล้วคนร่างสูงก็จับคนตัวเล็กขึ้นพาดบ่า ออกตัววิ่งออกไปจากห้องที่มีร่างเจ้าของเมืองอยู่

 

ไม่ต้องตามไปสายเลือดขัตติยะแห่งอาณาจักรไอริสเอ่ยห้ามเหล่าทหารที่ทำท่าจะจับตัวผู้หลบหนีทั้งสอง แม้นจะไม่ค่อยเข้าใจในคำสั่ง แต่พวกเขาก็พอทราบดีว่า สิ่งที่เจ้าชายหนุ่มผู้นี้เอ่ยขึ้นมาล้วนเป็นสิ่งที่กลั่นกรองหาทางที่ดีที่สุดแล้วเสมอ ตามไปพวกนายก็สู้ไม่ได้หรอก

 

            ซ้ำยังบาดแผลที่แขนของเขา ... ดูเหมือนว่าดาบนั้นจะอาบยาชาเอาไว้อยู่ก่อน ... มาตอนนี้เขาจึงเคลื่อนไหวตัวไม่ค่อยสะดวกนัก ... โดยปกติแล้วเท่าที่เขาได้ยินมา ดูเหมือนว่าเจ้าชายหนุ่มผู้นั้นจะไม่ชอบอะไรที่ดูเป็นการลอบกัดเท่าไรนัก เพราะฉะนั้นเรื่องยาชานี้ จึงไม่น่าที่จะเป็นตัวชายหนุ่มเอง น่าจะเป็นคนอีกคนมากกว่า ...

 

.... ดูท่าเจ้าหญิงโทโมโยะเองก็หลบหนีไปได้แล้วเช่นกันสินะ   

 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

 

                        จันทราเริ่มลาลับ ... พระอาทิตย์ใกล้ขึ้นขอบฟ้าแล้ว ....

                        คุโรงาเนะยังคงวิ่ง ... วิ่งไปเรื่อยๆ

                        ตามจริงแล้ว จากจุดที่เขายืนอยู่นั้นกับที่ตั้งของท่าเรือนับว่าอยู่ไกลกันมากอยู่ หากจะวิ่ง ... ด้วยฝีเท้าของเขาอย่างเร็วก็น่าจะใช้เวลาร่วมชั่วโมง

                        ทั้งๆ ที่เวลาของพวกเขาเหลือน้อยกว่านั้นมากนัก

 

                        หากแต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งความหวัง ... เขายังคงวิ่งต่อไป ... เชื่อมั่นในตัวของตัวเองและผู้คนบนเรือ

 

                        โชคดีเหลือเกินที่ระหว่างเขากำลังจะพาโทโมโยะกลับเรือ เขาก็ได้พบกับยูดา ... ได้รู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองจากปากของยูดา ว่าเจ้าผอมแห้งนี้โดนจับ เขาจึงได้มีโอกาสฝากให้ชายหนุ่มพาหญิงสาวกลับไปรอเขาที่เรือ กระชับให้นิ่งเงียบเรื่องของเจ้าตัวเล็กนี้เอาไว้

 

                        เพราะเรื่องของเจ้านี้ ... ไม่เกี่ยวกับพวกเขา

 

                        แต่ที่เขาช่วย ก็เพราะ ... มันเป็น คน ของเขา

 

            ... ท่านคุโร...เรื่องเมื่อกี้นี้...เป็นดั่งที่คาด ... ว่าเจ้าตัวเล็กนี้ต้องพูดเรื่องซึ่งเกิดขั้นในห้องของเจ้าเมืองเวอริวขึ้นมา น่าแปลก... ทั้งๆ ที่เคยคิดว่าเจ้านี้เป็นคนที่เขาไม่น่าจะทำความเข้าใจได้มากที่สุด แต่มาตอนนี้ ณ วินาทีนี้ เขากลับพอเดาอาการ การแสดงออกของคนที่ว่าได้

 

            ข้าไม่สนใจอดีตของเจ้าเอ่ยออกไปเพียงแค่นั้น ให้คนฟังไปขยายความเอาเอง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือว่ามือที่จับเสื้อของเขาเอาไว้นั้นกำแน่นมากขึ้นกว่าเดิม

 

            ฉันเป็นอาชญากรนะคำพูดเหมือนจะเข้มแข็ง แต่น้ำเสียง ... กลับสั่นคลอน พอเดาได้ว่าถึงตอนนี้หยาดน้ำคงเริ่มเอ่อที่แซฟไฟร์เม็ดงามแล้ว

 

            แล้วไง ? ” นอกจากจะไม่สนใจแล้ว ฝีเท้าก็ยังคงวิ่งด้วยความเร็วขนาดเดิม ไม่ลดลงหรือแม้แต่จะสะดุดเลยแม้แต่น้อย

 

            “ … ฉัน.... หลอกนายนะ...คุโรงาเนะหยุดแล้ว ... ขาทั้งสองยืนนิ่งอยู่กับที่ แค่นั้นก็ทำให้คนพูดรู้สึกหวาดหวั่นมากพออยู่แล้ว กระนั้นชายหนุ่มชาตินักรบกลับอุ้มตัวเขาประคองให้ยืนสบกับนัยน์ตาที่ตรึงเขาเอาไว้ได้ทุกครั้ง .... ไฟย์รู้ดี ... เหมือนกับที่อีกฝ่ายรู้ ... การที่จะโกรธหรือเกลียดคนหลอกลวง ... มันไม่ผิด

 

                        แล้วถ้าเกิดว่าคนหลอกลวงคนนี้อยากจะให้คนถูกหลอกไม่โกรธเกลียดเหล่า ... ผิดหรือไม่ ?

 

                        หากแต่ ... ไม่เพียงจะไม่แสดงอาการโมโหโกรธา หรือทำร้ายร่างกายเขา อีกฝ่ายกลับเอ่ย.. พูดในบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาพองโต

 

            ... ฉันไม่เคยคิดว่านายเป็นโจรสลัดธรรมดาอยู่แล้ว เพราะงั้น ไม่ถือว่านายหลอกลวงทั้งๆ ที่หาความอ่อนโยนในน้ำคำและน้ำเสียงไม่ได้เลย แต่ไฟย์ก็ยังรู้สึก.... รับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนที่มากกว่าคนที่ชอบแสดงออกถึงความอ่อนโยนทั้งๆ ที่ในใจกลับตรงกันข้าม ... รับรู้... ได้ถึงความอบอุ่นที่มากกว่าคนทุกคนที่เขาเคยพบเจอมา

 

                        น้ำตาของเขาเต็มตื้นแล้ว... ตื้นตันไปด้วยความรู้สึกคล้ายมีแสงไฟอุ่นสาดส่องในเมืองอันเหน็บหนาว

                       

                        พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ... ค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นมาจากขอบฟ้า แสงสีส้มค่อยๆ ทำลายความมืดมิด ก่อเกิดเป็นแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ ... แสงสว่างแห่งชีวิต

 

                        เสียงนกร้อง กางสยายปีกสีขาวพิสุทธิ์ออก โผบินไปยังท้องฟ้ากว้าง

 

                        ร่างของไฟย์ค่อยๆ ขยับใกล้ หัวใจเต้นถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกับจะหลุดออกมา

 

                        สายลมโพยพัด ขนนกสีขาวปลิวว่อน

 

                        เท้าเล็กๆ เขย่งขึ้น มือทั้งสองกำเสื้อคลุมสีดำของคนตรงหน้าเอาไว้แน่น

 

                        แล้วริมฝีปากของคนทั้งสองก็สัมผัสกัน ... แผ่วเบา

 

                        หาก... ตราตรึง... ในความทรงจำ 

 

...TBC...

 

=================================================== 

 

เอามาลงเพราะช่วงนี้ไม่รุ้จะอัพอะไรใน blog ค่ะ =w= แถมช่วงนี้งานเริ่มเข้ามาแล้ว ใกล้สอบแล้ว ไอ้ความคิดที่จะแต่ง Faux ให้เสร็จก่อนสอบเนี่ย ... =w= คิดว่าทำได้ค่ะ ถ้าไม่ติดว่างานเข้านะคะ T T

 

เพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้ลงฟิคนี้นานมาก =[]=''' หวังว่าคนที่ตามอ่านใน blog ของ mummy จะยังติดตามอยู่นะคะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาลงต่อเถอะค่ะ + +

#1 By Fusa on 2009-08-27 20:03