[AU Fic TRC ] L`oiseau Bleu 6
posted on 26 Mar 2009 00:26 by mini-mummy in fictionPairing: Kurogane x Fay
Authors: mini_mummy_noel
====================================================
Chapter 6
Anchor
การมองดาวในยามค่ำคืน ... คงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่พอทำให้จิตใจสงบลงได้ ...
เส้นผมสีทองของเขายังคงปลิ้วสยายพลิ้วไหวไปตามกระแส... ณ ที่ตรงนี้ ไม่มีใคร
ไม่มีใครเลยจริงๆ .. มุมริมฝีปากบางยักขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์ใด
เพราะรอยยิ้มนั้น มิได้เกิดขึ้นจากจิตใจ
จิตใจที่อยู่ลึกลงไป
ลึกลงไป ... จนยากที่จะหาคนสามารถรับรู้สึกถึงมัน .... สามารถที่จะมองเห็นมัน
คงดูน่าแปลก ... ที่ในยามค่ำคืน ... บนเรือโจรสลัดลำใหญ่ ... ในห้องของผู้ที่ได้ชื่อว่ากุมอำนาจทั้งหมดเอาไว้ในมือนั้นจะเปิดหน้าต่างรับลมเอาไว้ ทั้งๆ ที่ลมนั้นแสนจะกรรโชกแรงคล้ายกับจะฉีดเฉือนร่างผอมบางให้ขาดสะบั้นไป …
... โชคดีเหลือเกิน ... ที่ตอนนี้เจ้าของห้องอีกคนยังไม่กลับมา ทำให้เขาได้มีโอกาส ‘ทำ’ ในสิ่งที่เป็นตัวของเขา ...
ไม่จำเป็นต้องยิ้ม ... ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นร่าเริง สดใส ... เพื่อให้คนอื่นสบายใจ ... เพื่อให้คนอื่นไม่รับรู้ถึงความอ่อนแอ
หากรู้เพียงแค่ความเข้มแข็งของเขาเท่านั้น ....
ขอให้เขาได้ให้โอกาสตัวเองได้พักผ่อนบ้างเถอะ ...
เพราะการฝืนตัวเอง... มันเหนื่อยจริงๆ ....
ไม่ได้เหนื่อยที่กาย ... ทว่าเป็นใจต่างหากที่เหนื่อย
ใจซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของทุกสิ่ง ... ‘ใจ’ ที่ว่าหากแม้นเข้มแข็งแล้ว แม้นร่างกายจะเป็นเช่นไร จะวิกฤตขนาดไหน ขอเพียงแค่ใจที่ไม่เหนื่อยล้าเท่านั้น ไม่ว่าอะไรก็จะผ่านไปได้
แล้วสำหรับเขาที่ ‘ใจ’ แทบจะสิ้นหมดเรี่ยวแรงแล้วนี้เหล่า .... จะทนต่อไปได้อีกนานเท่าไร
ภาพพื้นดินที่อยู่ตรงหน้า ... ทั้งๆ ที่ดูห่างไกล แต่กลับสร้างความหนักใจให้กับเขา ... ไม่ต้องบอกเขาก็พอรู้ว่า ที่แห่งนั้นคือที่ใด หากมิใช่ ‘เมืองเวอริว’
เมืองเวอริว แห่งอาณาจักรไอริส
พลันคลื่นสมองก็ย้อนภาพกลับไปถึงวันที่เขาได้ก่อตั้งสมบัติของเขาขึ้นมา เรือ L`oiseau Bleu
ผ่านเรื่องราวร้ายๆ วิกฤตมากมายมานานัปการ พร้อมกับประสบการณ์ต่างๆ ความสุขที่เกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราวยามที่ได้ออกเรือมุ่งไปสู่ทะเลกว้างใหญ่ ... อิสระที่ได้รับมานั้น บางทีก็พอจะเรียกรอยยิ้มสดใสจากเบื้องลึกของหัวใจ
หากแต่ ... ทันทีที่ตระหนักได้ว่ามันเป็นเพียงอิสระจอมปลอม ... รอยยิ้มแรกที่เขาได้รับมาตอนที่ได้ยืนอยู่บนจุดๆ นี้ก็พลันมลาย... สลายหายไป
เขาก็ไม่ต่างอะไรกับนกตัวน้อย ... ที่ถูกขังไว้ในกรงซึ่งภายหลังถูกนำไปปล่อยที่สวนสัตว์ ... ถึงแม้มันจะสามารถกระพือปีกโผรับสายลมและอากาศอันพิสุทธิ์ หากแต่ แท้จริงแล้ว มันก็ยังโดนขังเอาไว้ ...
มันยังไม่ได้รับอิสระที่แท้จริงของมัน ... เพียงแต่ขอบเขตของการกักขังมันเล็กลงเท่านั้น ....
แล้วเขา ... ก็ไม่ต่างอะไรกับนกน้อยตัวนั้น ที่กำลังจะกลับเข้ากรง...
ถึงอย่างนั้นแล้ว ... เขาก็ไม่อยากจะให้มันเป็นแบบนั้น ไม่เคยคิดปรารถนาที่จะกลับไป
ด้วยรู้ดีว่า ... การกลับไปของเขามันทำให้เกิดเรื่องร้ายตามมามากมายเพียงใด ...
ความร้อนพลันกำเนิดขึ้นที่ขอบตา ... ภาพของคนที่อยู่ในห้วงแห่งความคิดคำนึงกำลังทำร้ายเขา ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ... รอยยิ้ม ... เสียงหัวเราะ ... เขาจำได้ และสิ่งนั้นเองที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดทรมาน
ด้วยรู้ดี ... ว่าวันที่เขาทั้งสองจะได้เจอกันอีกครั้ง ... ไม่มีวันมาถึง ...
รู้ ... ตั้งแต่วันที่เขาได้ก้าวขาเข้าไปในกรง ...
กว่ารัชทายาทหนุ่มคนเดียวแห่งอาณาจักรซูวะจะกลับเข้ามาในห้องพัก พระจันทร์ก็เลื่อนลอยไปถึงจุดสูงสุดของท้องฟ้า แสงสีทองสว่างแสนสวยมาวันนี้กลับดูหม่นหมองกว่าทุกวัน เช่นนั้นแล้วมันก็ยังมากพอที่จะทำให้นัยน์ตาสีแดงเพลิงได้สบกับร่างผอมบางที่นั่งพิงกำแพงอยู่บนเก้าอี้ไม้ใกล้หน้าต่างที่เปิดอ้าของเรือ... ลมหายใจที่ดังแผ่วทว่าสม่ำเสมอ... บอกเขาว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
“ เปิดหน้าต่างเอาไว้แบบนี้ ... เดี๋ยวก็เป็นหวัดเอาซะหรอก ” ทั้งที่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดุดันแข็งกร้าว แต่คำพูดกับการกระทำกลับตรงกันข้าม วงแขนแกร่งช้อนร่างผอมบางคล้ายกับคนอมโรคนั้นไว้แนบอก ปล่อยให้คนที่ไม่ได้สติซุกไซร้ไปตามแผ่นอกคล้ายกับเด็กน้อยที่ต้องการความอบอุ่น... เด็กที่ร้องหาในความสัมพันธ์อันก่อให้เกิดความสุข... ร้อง... จนหลับไป...
คราบน้ำตาที่พอหลงเหลือที่หางตาเป็นพยานได้ดี ...
โดยไม่รู้ตัว มือที่พรากชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วนกลับกระชับร่างในอ้อมแขนมากขึ้น ทั้งๆ ที่สิ่งที่ตัวเองนึกรังเกียจที่สุดอย่างหนึ่งคือความอ่อนแอ ... ยิ่งเป็นความอ่อนแอจากบุรุษเพศชาตินักรบด้วยแล้ว ...
... คุโรงาเนะให้คำตอบตัวเองไม่ได้ ... ว่าทำไมตนเองถึงทำเช่นนี้กับคนที่ตนเองควรจะชิงชัง ... ทำไมถึงได้อ่อนโยนทั้งๆ ที่เขาไม่เคยรู้จักเอาใจใส่ใคร
หรืออาจจะเป็นเพราะคนตรงหน้านี้... แท้จริงแล้วเข้มแข็ง ...
หัวใจที่เข้มแข็ง ... ผิดกับร่างกายที่เปราะบาง
เพียงแค่ตอนนี้ภาชนะที่เรียกว่าหัวใจนั้นกำลังอ่อนล้า ... เจ้าชายหนุ่มสรุปกับตัวเอง
บางทีเขาอาจจะกำลังปรารถนา...ปรารถนาที่จะได้เห็นหัวใจที่เข้มแข็งกว่าใครที่เขาเคยพบมาจากร่างตรงหน้าก็เป็นได้
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
รุ่งเช้า ... ลูกเรือทุกคนต่างก็อยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์ละม้ายคล้ายกับลูกเรือของพ่อค้าผู้มั่งคั่งจากต่างแดน ... ทรัพย์สินที่ถูกขโมยมาทั้งหมดล้วนถูกจัดคล้ายเป็นสินค้าที่จะนำมาแลกเปลี่ยนค้าขาย ... ชิน.... คนสนิทของผู้ก่อตั้งเรือลำใหญ่ มาวันนี้กลับอยู่ในชุดที่แลดูแปลกตานักในสายตาของยูดาและเจ้าชายองค์สำคัญ ชุดสีขาวบริสุทธิ์ยาวกร่อมเท้า กับรองเท้าสีเช่นเดียวกัน ในมือถือหนังสือพระคัมภีร์เล่มโตในท่าสำรวม ประหนึ่งนักบวชผู้สูงส่งแห่งอาณาจักรเซนต์... ถิ่นกำเนิดของเจ้าตัว
โรซารี่แสนสวยที่เคยเป็นของกลางมาบัดนี้กลับถูกมือเล็กๆ นั้นกอบกุมเอาไว้ ชินค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังภาวนาก่อนจะสวมมันลงไป
ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ใช่เวลาที่จะทำให้เกิดความยินดีหรือดีใจได้เลย ... ถึงกระนั้นยูดากลับรู้สึกนักหนาเมื่อได้เห็นริบบิ้นสีขาวบริสุทธิ์ถูกยื่นตรงมาที่เขา พร้อมกับการพยักเพยิกแบบไม่มองหน้าของคนที่ปฏิบัติตัวต่างจากทุกวัน
เป็นอีกครั้งที่องครักษ์หนุ่มได้มีโอกาสสัมผัสกับเส้นผมยาวนุ่มสลวยสวยของคนตรงหน้า ยูดาอมยิ้ม รู้สึกได้ถึงช่องว่างที่ลดลงมาจากวันที่พวกเขาได้เจอกันครั้งแรกมากมายนัก
“ คุณไฟย์อยู่ในห้องใช่ไหมครับ ? ” คำถามนี้ ... ถามคนที่อยู่ไม่ห่างจากตนมากนัก เจ้าชายนักรบนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ วันนี้เขาอยู่ในชุดเดียวกับชุดในวันแรกที่เขาสวมใส่มาขึ้นเรือ ชินอมยิ้มให้เล็กน้อยกับคำตอบนั้นก่อนจะเดินเข้ามาประชิดกับชายหนุ่มหลังจากที่หันไปขอบคุณคนที่รวบผมให้ตนเสร็จแล้ว “ เมื่อวานคุณไฟย์ฝากสิ่งนี้มาให้คุณ ”
มันคือหน้ากากสีดำสนิทปกปิดใบหน้า ... คนที่ฝากมาคงพอเดาได้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะทำต่อไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าเปิดเผยเท่าใดนักในฐานะเจ้าชายแห่งซูวะ ...
ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยคิดที่จะใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม... เขาก็ยื่นมือออกไปรับมันมาเก็บไว้กับตัว
“ เรือของเรากำลังจะเทียบท่าแล้ว ตอนนี้คุณเข้าไปรอในห้องเครื่องของพวกเราก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวถ้าตรวจเรือเสร็จแล้วผมจะฝากยูดาลงไปบอก ”
“ อ้าว .. แล้วทำไมต้องเป็น.... ” ยูดานึกอยากจะค้าน ทว่าเมื่อเห็นสายตาห้ามปรามของชินแล้ว นักรบหนุ่มก็ทำเพียงแค่ยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย จำนนต่อคำพูด
ฝ่ายคุโรงาเนะที่ไม่ต้องการสุงสิงกับใครมากนักกลับทำตามคำของคนผมเขียวอมฟ้าอย่างง่ายดาย เขาหันหลังเดินกลับไป จุดหมายอยู่ที่ท้องเรือ
ไม่นานจากนั้น L`oiseau Bleu ก็เข้าเทียบท่าชายฝั่งของเมืองเวอริว ...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ระหว่างทางที่ต้องไปถึงจุดหมายของเขา ต้องผ่านหน้าห้องคนที่เขาไม่อยากจะเจอในตอนนี้มากที่สุด ... คุโรงาเนะเสยผมขึ้นอย่างหงุดหงิด ไม่รู้เพราะพาลคิดไปถึงเรื่องที่ทำให้เขากับคู่กรณีกลายมาเป็นแบบนี้หรือเพราะตนเองรับรู้ได้ถึงข้อเท็จจริงบางอย่าง
ว่าแท้จริงแล้วเขาอยากจะเดินเข้าไปกระชากเสื้อของคนปากแข็งนั้นให้หันมาคุยกันมากเพียงใด
ทั้งๆ ที่ตั้งแต่วันนั้น เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สนใจใยดีอะไรกับเจ้าของร่างผอมบางนั้นอีก หมายหมั่นเอาไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กนั้นคิดได้ด้วยตัวเอง
ทว่าท้ายสุดแล้ว ... ก็เป็นตัวเขาเองที่ทนไม่ได้ ... สินะ
ไม่เคยเลย ... ที่จะนึกต่อว่าตัวเองขึ้นมาในใจ หากครั้งนี้ ... คราวที่เขารู้สึกว่าตัวเองเกิดความรู้สึกคล้ายกับใจอ่อนให้กับใครบางคน มันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตนเองเป็นคนอ่อนแออย่างไรอย่างนั้น
พลันเท้าของเขาก็หยุดลงเมื่อมันพาเขามาจนถึงเบื้องหน้าห้องที่เขาในนอนหลับพักผ่อนมาตลอดตั้งแต่วันที่เขาได้ย่างก้าวเข้ามาอาศัยอยู่บนเรือโจรสลัดลำใหญ่แห่งนี้ เจ้าชายหนุ่มแห่งซูวะสะบัดศรีษะเล็กน้อย มือกร้านด้วยถือดาบอยู่เป็นนิจค่อยๆ เลื่อนไปจับที่ลูกบิดประตู หากก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้บิดมัน คนสนิทของเขาก็วิ่งเข้ามาบอกให้เขาขึ้นไปบนดาดฟ้าของเรือ
ความประหลาดใจพลันเกิดขึ้นในใจของเจ้าชายหนุ่ม ด้วยรู้ดีถึงกฏการตรวจเรืออันเข้มงวดของเมืองท่าแห่งอาณาจักรไอริส ทว่าไม่นานยูดาก็ให้ความกระจ่างแก่เขา
“ ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกทหารกำลังยุ่งๆ อยู่นะ ก็เลยไม่มีเวลามาตรวจเรือของเรา ขนาดตอนที่เพิ่งเทียบท่าใหม่ๆ ฉันยังได้ยินเสียงวุ่นวายจากท่าเรือเลย... ท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่เชียวละเพราะทหารที่กำลังจะขึ้นมาตรวจเรือพวกเราเองก็วิ่งตามเสียงนั้นไปเหมือนกัน ”
กลายเป็นว่าเรือลำนี้ก็เลยไม่ถูกตรวจไป ....
หละหลวมเกินไปหรือเปล่า ...?
เพราะถึงจะเป็นเรื่องสำคัญขนาดไหนแต่ถึงขนาดไม่ตรวจสอบเรือแปลกหน้าที่เข้ามาเทียบท่าเลย ... มันก็ดูแปลกเกินไป
ถึงอย่างนั้นแล้ว ... บางทีถ้าเขาคิดที่จะทำการของเขา ... ใช้เวลาที่ดูเหมือนจะเหมาะสมตั้งแต่ตอนนี้เลยอาจจะไม่เลวนักก็ได้
แล้วสายตาสีจันทราโลหิตก็เลื่อนไปมองยังบานประตูไม้บานหนึ่ง ไม่รู้เพราะอะไรดลใจ เขานึกอวยพรให้ระหว่างที่เขาไม่ได้อยู่บนนี้ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งเรือลำนี้...ปลอดภัย....
ไม่ทันนึกว่า.... ว่าบางทีแม้เราจะตั้งมั่นจิตขอพรมากแค่ไหน ... พรนั้นก็มิอาจสำฤทธิ์ผลได้...และไม่มีทางที่จะเป็นจริง...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
คุโรงาเนะเลือกที่จะให้ยูดาเป็นคนติดตามเพียงคนเดียวของเขา ... ด้วยความที่ชินไม่ต้องการที่จะทำตัวเด่นสะดุดตาทหารมากนัก ชายหนุ่มร่างบางเห็นด้วยกับคำสั่งนั้นพร้อมกับสั่งกำชับให้ลูกเรือส่วนใหญ่เข้าไปพักผ่อนอยู่ในตัวเรือ ทุกคนสามารถไปที่ไหนตามแต่ใจต้องการได้ นอกเสียจากห้องของหัวหน้าโจรสลัดและพื้นดินเมืองเวอริว
ใบหน้าคมเข้มของคุโรงาเนะคล้ายกับจะหมองลงเล็กน้อยยามที่นัยน์ตาของตนไม่สามารถละไปจากประตูที่เชื่อมระหว่างทางเดินเข้าไปในตัวเรือเพื่อไปหาใครบางคนที่ยังกักตัวอยู่แต่ในห้องกับสถานที่ที่เขายืนอยู่ ...
นี่... อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขากับ ‘เจ้านั้น’ จะได้เจอกัน
“ เจ้าน่ะ … ” ไม่เคยเลย ... ที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดกับชายหนุ่มร่างบางผู้นี้ก่อน ชินขมวดคิ้วเล็กน้อย .. ประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย “ ถ้าพระอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้ขึ้นเมื่อไร....แล่นเรือออกไปจากเมืองนี้ซะ ”
เพราะที่นี้ ... ไม่ใช่ที่ๆ โจรสลัดสมควรจะอยู่นาน ...
ชินทำท่าจะท้วงขึ้นมา ... เป็นยูดาที่เป็นคนปราม ... มือสากหากอบอุ่นพลันถูกวางลงบนบ่าของคนตัวเล็กที่สุดในตอนนี้ ก่อนเจ้าตัวจะส่ายหน้าช้าๆ
“ ตามหลัก ตอนแรกพวกเราขอแค่ให้พวกนายพาพวกเรามาที่นี้ ไม่ได้พูดถึงตอนกลับ… ” นัยน์ตาสีฟ้าใสที่มักจะส่อแววขี้เล่นเสมอมาตอนนี้กลับดูจริงจังอย่างประหลาด คิ้วเรียวพลันขมวดเข้าหากัน บุรุษในชุดบาทหลวงคล้ายกับจะยื่นมือไปยึดเสื้อของคนผมแดงเอาไว้ ทว่าก่อนที่จะได้สัมผัสกับเสื้อคลุมสีดำสนิทตัวเดียวกับที่ชายหนุ่มใส่มาในวันแรกที่เขาทั้งสองได้พบกัน ... ชินกำมือของตนแน่น ก่อนจะปล่อยมันลงข้างลำตัว
เพราะคำสั่งจากคนที่เป็นยิ่งกว่าชีวิตได้ให้ไว้... ว่าให้ทำตามคำของเจ้าชายคุโรงาเนะ ...
.... คุณไฟย์ ... ไม่ได้มีคำสั่งให้รอ...
ชินไม่เข้าใจ ... และไม่คิดว่าจะไม่เข้าใจใครได้มากกว่าชายหนุ่มที่เพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่างอย่างเจ้าชายหนุ่มแห่งอาณาจักรนักรบ ... ตั้งแต่วันที่เขาได้ย่างกรายเข้ามาในชีวิตของ L`oiseau Bleu ... ทั้งๆ ที่ให้พวกเขารอจนกว่าชายหนุ่มจะกลับมามันจะเป็นการดีกว่ากับตัวเจ้าชายหนุ่มเองมากกว่า แต่นี้... กลับสั่งให้รอถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น หรือว่าจะเกิดกลัวพวกเขาโดนจับขึ้นมา ? แต่ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว ทำไมไม่ให้พวกเขาไปซะตั้งแต่ตอนนี้ คนที่ได้ชื่อว่ามั่นใจในฝีมือของตนเองอย่างเจ้าชายคุโรงาเนะแห่งเมืองนักรบ ไม่มีทางที่จะคิดว่าตนเองจะไม่สามารถหลบหนีได้หลังจากเสร็จธุระของตนเองโดยปราศจากซึ่งความช่วยหลือของพวกเขา ... ถ้างั้น...แล้วทำไม ...?
พลันเมือเขาสังเกตเห็น... แววตาที่หมองลงยามที่เหม่อมองตรงไปยังจุดที่ๆ ไม่ใช่ทั้งเขาและชายอีกคนที่ยืนอยู่ด้วย ... ชินก็รู้... รับรู้ได้ทุกอย่าง
รู้... จากสายตาของคนที่ทั้งเป็นห่วง ... และอยากจะอยู่ใกล้... คนเพียงคนเดียว
คล้ายกับมีอะไรมาจุกอยู่ในลำคอ ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ก่อตั้งเรือลำนี้ขึ้นมาไม่สามารถเอื่อยเอ่ยอะไรออกไปได้เลย จุดยืนของคนสองคนต่างกันมากเกินไป ... ต่างกันจนไม่สามารถคาดฝันได้ถึงจุดที่จะบรรจบกัน ... ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นรักก็ได้ ... แต่เพียงความรู้สึกที่อยากจะอยู่ใกล้กัน หรืออยากจะเป็นสหาย มันก็มากเกินไปสำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าจะเป็นราชาแห่งเมืองนักรบคนต่อไปที่จะมีต่อโจรสลัดคนหนึ่ง
ความรู้สึกที่ควรจะเกิดแต่ความสุข ... มันก็มอบความทุกข์ให้ได้เช่นกันหากต่างกันซึ่งฐานะ และปัจจัยต่างๆ ... ยิ่งเป็นถึงคนสำคัญของอาณาจักรแล้ว ...
สายตาคนรอบข้างเหล่า ... ความรู้สึกของประชาชนที่ถูกปกครอง จะเป็นอย่างไร แล้วยิ่งภาพลักษณ์ของตัวชายหนุ่มอีก
คุโรงาเนะอาจจะไม่สน ... แต่ ... คนที่ใส่ใจความรู้สึกคนอื่นยิ่งกว่าตัวเองอย่างนายเหนือหัวของเขาแล้ว .... มันเกินกว่าคนๆ หนึ่งจะรับไหว
อาจจะดูเห็นแก่ตัว หรืออาจจะดูโง่งมในสายตาคนหลายๆ คน หากชินไม่กลัวเลยที่จะเอ่ยขอร้องคนๆ นี้ออกไป ... เอ่ยขอร้องอย่างที่เขาไม่นึกที่จะมอบให้รัชนิกูลแห่งอาณาจักรซูวะ
“ ได้โปรด... อย่าสร้างความผูกพันกับคุณไฟย์เลยนะครับ… ”
ทว่าสิ่งที่คุโรงาเนะมอบให้ชายหนุ่มแห่งอาณาจักรเซนต์นั้นกลับเลวร้ายยิ่งกว่า
“ เจ้ามีสิทธิ์อะไร ? ”
เป็นที่รู้กันว่าชายชาตินักรบต่างยึดติดในความคิดความเชื่อมั่นของตนเอง ยิ่งเป็นสายเลือดกษัตริย์แห่งซูวะแล้ว ความเชื่อมั่นที่ว่ายิ่งฝังรากลึก ชินรู้สึกท้อแท้... จริงอยู่ถ้าหากว่าคุณไฟย์ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับคนๆนี้ เขาคงไม่ต้องมาอ้อนวอนขอร้อง หากแต่ ... สัญญาณประหลาดที่ไม่เคยผิดพลาดของเขา... บอกว่า
คนๆ นี้คือคนที่คุณไฟย์กำลังตามหาอยู่ ...
เพราะตามหามานาน ... หากไม่สมหวัง... ความเจ็บปวดจะยิ่งมากกว่าคนอื่นๆ
“ ... สิทธิ์... ของคนที่เป็นห่วงคุณไฟย์... ได้ไหมครับ ” สายตาที่สื่อออกไปไม่ได้มีแววต้องการเอาชนะเลยนอกจากความบริสุทธิ์ใจในคำพูด นัยน์ตาคมดุดันของคุโรงาเนะมองคนพูดนิ่ง ทว่ามากพอที่จะสร้างความกดดัน .... แรงบีบเบาๆ ที่ไหล่... เขาแทบไม่รู้สึกเลยกระทั่งรัดเกล้าสีทองไขว้กันซึ่งเข้าจำได้ว่ามักอยู่บนศรีษะของชายข้างๆ เขาได้ถูกวางลงบนกลุ่มผมสีฟ้า
“ สิ่งนี้ฉันขอฝากนายไว้นะ ”
“ !? ” หันไปมองอย่างงุนงง จังหวะเดียวกับที่เขารู้สึกได้ว่าความกดดันหายไป ใบหน้าหล่อเหลาขององครักษ์หนุ่มก็ยื่นเข้ามาจนแทบประชิด
“ ขอใช้สิทธิ์คนที่อยากจะกลับมาหาได้ไหม ? ”
อยากจะกลับมาหา .... อยากอยู่ด้วย .... อยากจะใกล้ชิด
อยากผูกพัน
ชินรู้สึกหน้าชา … เพิ่งเข้าใจความหมายที่เจ้าชายหนุ่มต้องการจะสื่อออกมา คุโรงาเนะไม่ได้ต้องการถามว่าเขามีสิทธิ์อะไรถึงได้เอ่ยปากห้ามเขา แต่ถามว่า เขามี ‘ สิทธิ์เหนือคนอื่น ’ ตั้งแต่เมื่อไรที่จะพูดให้คนทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของตนเอง
“ เจ้าพูดมากไปแล้ว ยูดา ” คำพูดนี้แฝงปนมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ ฮะ ฮะ ก็ว่างั้นแหละ … ว่าแต่จะไปหรือยัง ? ถ้าช้าเดี๋ยวกลับมาไม่ทันหรอก ” เกิดเสียงเฮอะในลำคอขึ้นก่อนที่ตัวต้นเสียงจะสะบัดเสื้อคลุมหันหลังเดินออกไปก่อน ยูดามองใบหน้าเศร้าของคนข้างๆ ก่อนจะใช้มือลูบศรีษะของคนชอบคิดมาก “ ฉันเข้าใจว่านายเป็นห่วงไฟย์ แต่ว่านะเชื่อใจ ‘ คนที่ฉันเลือกให้เป็นนายเหนือหัว ’หน่อยเถอะ ” สิ้นคำนั้นใบหน้าหวานก็หันกลับมา สบกับนัยน์ตาสีสายน้ำอย่างประหลาดใจ
“ คนที่คุณเลือก... ให้เป็นนายเหนือหัว ”
“ ฉันเลือกเขาที่เป็นเขา ไม่ใช่เพราะเป็นเจ้าชายหรืออะไร นี้นะเป็นความภาคภูมิใจของชาวเซนต์นอกรีดที่ตัดสินใจหานายใหม่ที่ไม่ใช่ ‘พระเจ้า’ ที่นับถือในตอนแรก... ฉันมั่นใจว่าสายตาฉันไม่เคยผิด คนที่คิดจะอยู่ใกล้กับคุโรงาเนะ จะต้องไม่นึกเสียใจภายหลังแน่ ”
ชินมองสบกับสายตาอันบ่งบอกถึงข้อเท็จจริงในคำเอ่ยนั้น แล้วชินก็เชื่อ ... เชื่อใน ‘คำ’ ของคนซึ่งมีรากฐาน ถิ่นกำเนิดเฉกเช่นเดียวกับตน
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
เมื่อเห็นว่าสหายคนสนิทของตนกำลังจัดการกับ ‘ธุระ’ ของตนเองอยู่นั้น คุโรงาเนะไม่ลังเลเลยที่จะถอนตัวออกมา ยึดคติที่ว่าตนเองไม่ควรที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างไร้ค่าแม้เพียงนิด ลำขาแกร่งพาร่างสูงกำยำลงจากเรือลำใหญ่สู่ดินแดนที่ได้ชื่อว่ากำลังรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่ง เพียงก้าวแรกที่ขาสัมผัสพื้นดิน ประสาทรับรู้ทั้งหมดก็เกร็งขึง รู้สึกได้ถึงความผิดปกติประหลาดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น นัยน์ตาสีแดงโลหิตลอบมองบริเวณข้างเคียงอย่างระแวง
ทว่าเขาก็ยังไม่พบอะไรทั้งสิ้น ...
นอกจากความสงบสุขและเสียงบ่นต่อรองราคาของเหล่าผู้ซื้อผู้ขายเท่านั้น
แปลก ... เจ้าชายหนุ่มคิดขึ้นมาในใจ ... ด้วยเพราะลางสังหรณ์ของเขาไม่เคยผิดพลาด มือใต้ผ้าคลุมกระชับดาบยาวเอาไว้แน่น ค่อยๆ เดินสำรวจท่าเรือไปเรื่อย กระนั้นก็ยังไม่พบอะไรที่ผิดปกติ
เขาคงจะรู้สึกไปเอง ....
พยายามที่จะทำใจให้หวนคิดไปอย่างนั้น แม้หัวใจจะร่ำร้องในสิ่งที่ตรงข้ามตลอดเวลา พลันสายตาของเขากลับหยุดลงที่รูปภาพกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งติดไว้บนกำแพง รอยฉีดขาด รอยยับและสีที่อ่อนจางนั้นบอกถึงอายุของมันได้เป็นอย่างดี ทว่า... มันกลับดึงดูดรัชทายาทหนุ่มให้เข้าหาเสียเหลือเกิน
หากเสียงของผู้ติดตามก็ดังตามขึ้นมาพร้อมๆ กับกำปั้นไม่หนักนักที่ชกลงกับบ่ากว้าง ... นักรบแห่งซูวะตื่นจากภวังค์ทันที
“ เอ้า ! รีบไปกันเถอะ !!! เดี๋ยวคนบนเรือจะรอกันแย่ ” ไม่พูดเปล่ายังทิ้งนายเหนือหัวของตนเองเอาไว้ เดินนำลิ่วไปอีกทาง คุโรงาเนะนึกอยากจะแย้งว่า อีกฝ่ายกลัวคนบนเรือ ‘ทุกคน’ รอ หรือว่ากลัวที่จะให้เจ้าของเพลงฮาร์ปแสนไพเราะรอนานกันแน่ หากเขาคร้านเกินกว่าจะเอ่ยปากพูดออกไป
นัยน์ตาสีแดงเพลิงหันมามองแผ่นกระดาษใบเดิมอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจออกมาดังๆ อย่างไรซะ กระดาษมันก็เก่ามากจนเกินกว่าจะดูออกว่าเป็นภาพของ ‘ใคร’ แล้วยิ่งตัวหนังสือที่รางเลือนนั้นอีก ถึงแม้ว่าเขาจะพอเข้าใจภาษาของอาณาจักรนี้อยู่ แต่ก็ไม่มากพอที่จะแกะข้อความที่ขาดๆ หายๆ ไปถึงขนาดนี้ได้
แล้วชายหนุ่มก็สาวเท้าเดินจากไป ทิ้งความสงสัยใคร่รู้เอาไว้ โดยที่เจ้าตัวไม่อาจรู้เลยว่า การตัดสินใจของเขาในครั้งนี้จะนำพามาซึ่งความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้มากแค่ไหน
ทั้งๆ ที่ ... หากพวกเขาจัดสภาพของกระดาษแผ่นนั้นให้ดูดีขึ้นมา แล้วเพ่งมองสักนิดเขาก็คงจะได้เห็น ...
ทั้งใบหน้าของผู้ที่อยู่ในภาพ ที่แม้จะดูอ่อนเยาว์อย่างไร สีจะอ่อนจางแค่ไหน… ขอเพียงให้คุโรงาเนะได้เห็น เขาก็คงรู้... และรีบวิ่งไปหาคนที่อยู่ในภาพนั้น
‘ ประกาศจับเป็น บุรุษนาม’
…
‘ ไฟย์ ’
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
เขายังคงวิ่ง ... วิ่ง ... และก็วิ่ง ...
ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย ... อ่อนแรงมากแค่ไหน
แม้ว่าเสียงซึ่งตะโกนไล่กวดเขาเข้ามาจะใกล้สักเพียงใด
เขาก็จะวิ่งต่อไป ...
ในเมื่อ ....
หนทางที่จะทำให้มีคนเจ็บปวดน้อยที่สุดนั้น ... มันไม่มีอีกแล้ว
นอกจากหนทางนี้เท่านั้น ....
พลันลำขาเล็กๆ ที่วิ่งหนีอยู่นั้นก็พลันหยุดลง เมื่อเบื้องหน้าของเขาคือทางตันของตรอกแคบอันมืดมิด เส้นผมที่มักจะถูกรวบเอาไว้ด้วยเชือกสีดำสนิทสีเดียวกับผ้าปิดตาด้านซ้ายของเขามาบัดนี้กลับถูกปล่อยสยายไประใบหน้าและเนินไหล่ เหงื่อใสๆ หยดพราว บ่งบอกถึงความรู้สึกเหนื่อยล้าแทบขาดใจ
“ เลิกเล่นไล่จับสักที ! ”
แล้วกลุ่มผู้ไล่ตามก็ได้เห็น .... นัยน์ตาสีฟ้าใสที่เย็นเยือกไปถึงขั้วหัวใจ .... ผู้หลบหนีที่หายไปจากอาณาจักรเกือบสิบปี กลับปรากฏกายอย่างง่ายดายและเด่นชัดที่ท่าเรือใหญ่แห่งเมืองเวอริว โชคดีของนักล่าเงินรางวัลอย่างพวกเขา พวกเขาจะยอมชวดไปหรือไร
ในเมื่อค่าตัวของคนตรงหน้านี้หากส่งให้กับทางการแล้ว .... มันจะทำให้ทั้งเขาและครอบครัวสามารถมีชีวิตอยู่ได้สบายโดยไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพอีก !
“ ... ดูเหมือนค่าตัวของผม... จะทำให้พวกคุณมีชีวิตอย่างสุขสบายสินะ... ” น้ำเสียงหวานแม้เจ้าตัวจะหอบคล้ายกับจะสร้างเสน่ห์ให้เกิดขึ้นกับหนุ่มร่างบาง ... เส้นผมสีทองสว่างถึงตอนนี้กลับดูหม่นแสงยิ่งกว่าครั้งใด “ ผมขอแสดงความเสียใจด้วย ... เพราะผมไม่คิดจะให้พวกคุณจับ ”
เพราะสถานที่ที่เขาต้องการจะกลับไป ... ไม่ใช่ที่ๆ คนเหล่านี้สามารถพาไปได้
เขาไม่ต้องการที่จะกลับเข้ากรง ...
มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่วนเวียนอยู่ภายในใจ คนถูกตามล่านิ่ง... ครู่หนึ่งก่อนจะโน้มศรีษะลงคล้ายกับจะขอโทษก่อนที่เข็มอาบยาสลบจะถูกพุ่งออกไปโจมตีกลุ่มคนซึ่งยืนอยู่แถวหน้าสุด และก่อนที่คนต้องยาพิษจะสลบไป ร่างบางภายใต้เสื้อยืดกางเกงสีดำสนิทก็ใช้ร่างบึกบึนของคนๆ นั้นเป็นฐานกระโดดขึ้นไปบนหลังคาบ้านชั้นหนึ่งเตี้ยๆ ก่อนจะวิ่งหนีหายไปในตรอกซอยมืดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานที่ที่ตนยืนอยู่จนถึงเมื่อครู่
....
.........
ฉันจะไม่ยอม... กลับเข้ากรงเด็ดขาด
... TBC...
===================================================
ในที่สุดก็เคลียร์งานเสร็จจนได้ค่ะ ^ ^""
(จริงๆ มันก็ไม่ถือว่าเสร็จหรอกค่ะ แค่ทำงานในส่วนที่เพื่อน ออเดอร์มาให้เสร็จแล้วเท่านั้น ไม่รู้ว่าเพื่อนจะสั่งงานอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า = = )
ตอนนี้ก็ใกล้จะเปิดเทอม summer แล้วด้วย T T แอบเศร้าใจ ดีนะที่ซื้อโน๊ตบุ๊คไว้เล่นได้แล้ว ... ไม่งั้น คง เศร้า ...
แต่อย่าว่าเลยค่ะ mummy เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้หยิบออกมาใช้เล่นได้ตอนไหน = = ถ้าเป็นตอนเทอม 2 ที่ผ่านมา มีหลายวิชาที่ mummy สามารถหยิบเอาคอมออกมาเล่นได้ค่ะ (แต่ตอนนั้น mummy ยังไม่มีโน๊ตบุค T T ) ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่า วิชาที่ลงไปเนี่ยมันเล่นคอมได้ไหม (แต่คิดว่าเล่นไม่ได้อะ T T )
แถมหลังจากเรียนเสร้จ บ่าย 4 mummy ก็ต้องไปเรียนภาษาอังกฤษต่อด้วยค่ะ TT วันเสาร์กับอาทิตย์ก็ด้วย ...
เวลาว่างหายไปกับการเรียนชัดๆ TT โฮฮฮฮ
เกิดมาเป็นคนห่วยอังกฤษต้องทำใจสินะคะ T T ... ซิก ....
ตอบเม้นท์ดีกว่าค่ะ T T (ยิ่งพูดมันยิ่งเศร้า ...)
>> น้องจุ๊บจีง ตัวพี่เองก็ชอบ อาชูร่าเพิ่มขึ้นมากๆ เลยนะ ^^ หลังจากที่แอบไม่ชอบมัน เพราะมันทำให้พี่จอยบ้าอาชูไฟย์ อยู่พักหนึ่ง = = ? (ได้ข่าวว่า อาชูร่าไม่ผิดนะนั้น) อืมม พี่ก็เป็นแบบน้องแหละ ตั้งความหวังไว้สูงมาก แต่ก็นะ ตอนนี้ก็ท่องไว้ เค้าอุตส่าห์ทำมาก็ดีแค่ไหนแล้ว ได้เห็นไฟย์กับคุโรขยับๆ ก็นะ ถือว่าดี ? ไม่ใช่หรอ อีกอย่างเรื่องการลงสี พี่ชอบที่เขาลงสีนะ ก็สวยดี >< แต่ ... เดือนหน้า ตอนจบก็มาแล้วหรอค่ะ! ไวมากเลยนะเนี่ย พี่ละ อยากดูมากๆ >< เพราะเห็นว่าตอนสุดท้ายมักจะทำดูดีที่สุดเสมอ (?) => ไม่รู้ว่าจริงไหมนะ แต่พี่คิดว่าจริงแหละ ส่วนเรื่องว่าจะถึงตอนไหน พี่คิดว่าน่าจะถึงตอนที่ โมโคน่าพาสามหนุ่มไปอาณาจักรโคลว์นะ
>>น้องไซโค พี่เองก็หาคนไซโคด้วยอยู่เหมือนกัน >< แต่ช่วงนี้ทั้งพี่แล้วก็พี่จอยต่างก็ยุ่งทั้งคู่ ออนเอ็มมา ก็ถ้าพี่ว่างพี่จอยก็ไม่ว่าง ถ้าพี่ว่างพี่จอยก็ไม่ว่าง สลับกันแบบนี้อะ จะว่าไปช่วงนี้พี่ออนก็ไม่เจอน้องเหมือนกันนะ ^^"" เราเป็นไง สบายดีหรือเปล่า ? แล้วก็นะ เกี่ยวกับ Lost canvas อันนี้พี่สนับสนุนให้อ่านนะ >< พออ่านแล้วเราก็มาเมาท์กันๆๆ คริคริ ส่วนตัวพี่เองก็ชอบไฟย์ตอนร้องไห้เหมือนกัน >< มันเคะ อิ๊งอร๊าง ได้ใจมาก >< !!!
>>คุณ ariesANDvana (ต่อไปนี้ขอเรียกเอเรียสกับวานะจังนะคะ ^^" ไม่รู้ว่าเล่นคนเดียวหรือสองคนด้วยสิ = = ) อ่า ... นานๆ ทีจะเจอคนชอบไฟย์ x อาชูร่าโอค่ะ ^^"" คือจริงๆ ตัว mummy เอง ไม่คิดว่า จะจับคู่สองคนนี้หรอกค่ะ เพราะเห็นเป็นเคะทั้งคู่ เกรงว่าจะกดกันไม่ลง = = อีกอย่าง mummy เป็นพวก ฟิกคู่ด้วยอะค่ะ ^^" ประมาณว่าคนนี้คู่คนนี้ ห้ามแยกกันอะไรประมาณนั้น = = (ซึ่งจุดนี้จริงๆ ก็มีข้อเสีย เพราะมันทำให้เราพลาดอะไรหลายๆ อย่างแล้วก็ เหมือนเป็นการปิดกั้นตัวเองด้วยค่ะ = = แต่ mummy ก็ทำใจสลับคู่ไม่ค่อยได้อะ = = ) แต่ก็แอบเห็นด้วยสุดๆ ค่ะ >< ที่ เพราะอาชูร่าโอมีไทซาคุเท็นอยู่ในใจแล้ว เลย ตัดสินใจโบยบินไปหารักใหม่~ ลัลล้า ~~~
ส่วนเรื่องของ LC เห็นด้วยค่ะที่ว่า ชาช่าน่ารักมาก >< ตัว mummy เองก็ชอบ ชาช่า ใน anime มากเลย ... แต่ย่าชิ .... T T ท่านหล่อ ท่านแมนเกินไป .... mummy เห็นแล้ว T T ... อึก ......( mummy เป็นพวก ลัทธิ แกะต้องเคะค่ะ Y[]Y!!! ) ส่วนของอโทร่า ว่า ในมังงะ เหมือนมูแล้ว ใน anime ก็ลงสีเหมือนมูอีก ^^" พาลสงสัยเอาว่าถ้าเกิดอาโทร่ารอดจากสงครามครั้งนี้ สงสัยได้ออกลูกเป็นมู หรือไม่ก็ตัวเองนั้นแหละที่เป็นมู = = ชัวร์ !!
>> เด็จป้า - คิดว่าที่อาชูร่าโอต้องหน้าโทรมๆ เนี่ย ส่วนหนึ่งคิดว่าเพราะท่านม่องเท้งไปแล้วด้วยอะคะ = = อีกอย่างบทบาทของท่านก็ดูไม่น่าจะเหมาะกับบทที่หน้าใสปิ๊งเท่าไรด้วย mummy กลุ้มใจกับหน้าของนู๋ไฟย์มากกว่าค่ะ TT ไปทำศัลยกรรมหน้ามาหรือยังไงก็ไม่รู้ ทำไมมันถึงได้หล่อมาดแมนขนาดน้านนนนนนน T[]T!! mงๆ ที่ บทพี่แกออกจะเคะแตกได้โล่ห์ (ยกเว้นตอนถีบเซย์ชิโร่ TT ) ส่วน LC พี่ว่าเทมมะหน้ามันติดจะแก่ไปหน่อย อีกอย่าง คงเป็นเพราะพี่ติดภาพในมังงะมากกว่าด้วยเเหละ ยังไงก็ชอบลายเส้นของท่าน อ. ชิโอริ T T ชิออน พี่ .... เศร้าไปหลายรอบแล้วละ เศร้าจนไม่รู้จะเศร้ายังไงแล้ว T Tเศร้าจนไม่มีเวลาว่างไปเศร้ากับฮิปนอส .... ส่วนท่านเด .... พี่คิดว่า หลังๆ เค้าอาจจะวาดออกมาได้ดีขึ้น อีกอย่าง พี่คิดว่าถ้าเทียบท่านเดกับเซนต์คนอื่นๆ บางคน ท่านเดยังดู .... อรชร... บอบบางกว่านะ ^^"" จุดนี้ละมั้งเลยยังพอทำให้พี่ทำใจได้บ้าง ส่วนโดโก... โดโก ... T T ก็เหมือนเทมมะ คือ พี่คิดว่า หน้ามันแก่ไปแล้วก็ พี่ติดลายเส้น คุณ ชิโอริมากกว่าด้วย (ถึงหลังๆ จะเริ่มชินกับลายเส้น anime แล้วก็เถอะ )
เจมินี่ อืมม ... หล่อไหม ? เอาไงละ ... อันนี้พูดยาก = =
แต่ถ้าถามว่าหน้าตาดีไหม เนี่ย พี่ว่าหน้าตาดีมากๆ เลยละ แต่ว่ายังไงดี
คือ ตอนนี้พี่ ได้แต่เพ้อถึงท่านคาลแล้วละ >< ไม่สามารถหันไปเล่ดูใครได้อีก ~~~ (เวอร์ไปนั้น >///<)
อโรนตอนเด็กๆ ดูเป็นผู้หญิงจริง อันนี้พี่ไม่เถียง >< พี่แอบชอบ ภาพที่พี่แคปมาที่สุดแล้วละ เพราะมันดูเคะได้ใจพี่จริงๆ >< ส่วนเจ้เเพน พี่ว่า เค้าวาดตา... ตี้ไป = = เรื่องผม พี่ไม่ได้สังเกตเเหะ
แล้วก็ ที่สำคัญ >< ขอบคุณสำหรับรูปมากเลยนะจ๊ะ ชอบมากๆ เลย แอบเห็นด้วยที่มิโร่ น้องวาดดูดีกว่าคามิว นี่แอบลำเอียงหรือเปล่าเนี่ย คริคริ มิโร่ภาพนี้แลดูอ่อนโยนมากมาย >< อยากรู้จังเลยหนอว่าถ้าคามิวมาเห็นมิโร่ทำสีหน้าแบบนี้ คามิวจะทำหน้ายังไงกันหนอ ยังไงซะ จะรอรูปคามิวนะจ๊ะ ^ ^
>> พี่จอย - ไอ้มิ้นก็คิดว่าพี่ได้ดูแล้วซะอีก = = เพราะคิดว่ากว่ามิ้นจะได้ดูมันก็นานมากอยู่เหมือนกัน ^^" เอาเป็นว่าถ้าครั้งหน้า OVA มามิ้นจะรีบโทรบอกพี่คนแรกเลยน้า >< เรื่องโปรเจคก็สู้ๆ นะคะ
แอบอยากบอกว่า พี่จอยคิดเหมือนมิ้นอีกแล้ว เรื่องเกี่ยวกับหน้าไฟย์ = = โดยเฉพาะตอนอ้าปาก ... ตอนมิ้นเห็นครั้งแรกเนี่ยช๊อคไปเหมือนกัน = = แล้วก็สารพัดเรื่องที่ .... เอาเป็นว่าไม่พูดอะไรมาก >< รู้ใจกันละกัน หุหุ
ฮ่าๆ)
แวะมาดูบล็อกผมมั้งนะครับ
#1 By itm'Earthiiz on 2009-03-26 01:29