[Fic Saint Seiya (LC)] Pure Seduction ( Happy Valentine & HBD Degel)
posted on 14 Feb 2009 00:10 by mini-mummy in fiction
[Fic Saint Seiya (LC)] Pure Seduction ( Happy Valentine & HBD Degel )
Pairing: Scorpion Kardia X Aquarius Degel
Authors: mini_mummy_noel
PS. แต่งจบแล้วจ้า====================================================
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้นอดีตอันไกลโพ้น ก่อนที่โลกจะถูกแบ่งแยกย่อยออกเป็นประเทศต่างๆ ... ในยุคสมัยที่โลกมีเพียงราชอาณาจักรอยู่สองราชอาณาจักร คือราชอาณาจักรบนพื้นพิภพ และราชอาณาจักรบาดาลที่ซึ่งเป็นดินแดนหลังความตาย
ว่ากันว่าทั้งสองอาณาจักรนั้นไม่ถูกกัน จำต้องต่อสู้กันเพราะความขัดแย้งมาชั่วกาลนานนับแต่สมัยบรรพบุรุษ เล่าขานกันว่าเนื้อมนุษย์พิภพเป็นดุจอาหารทิพย์แก่เหล่าปีศาจแห่งแดนบาดาล ขณะเดียวกันร่างกายของเหล่าอสูรเองก็ล้วนเต็มไปด้วยของมีค่าสำหรับชาวพิภพเสียส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นเขาของสัตว์จำพวกยูนิคอร์นหรือน้ำตานางเงือกซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นเหตุให้ทางพิภพเองก็หาทางล่าเหล่าปีศาจอยู่ร่ำไป
ในสมัยของพระราชาแห่งพิภพที่ 17 ...
…..
……………
……….
“ โอ๊ย !!! คาลเดียร์ !! นี่บทของนายแล้วนะ รีบออกไปซะทีสิ !! ” พลันเสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้นที่หลังฉากปราสาทอันสวยงาม ทอรัส อันเดบารันโกลด์เซนต์ผู้รับหน้าที่เป็นผู้พากย์นิทานต้อนรับวันวาเลนไทน์อยู่ข้างเวทีถึงกับกุมขมับ... เวรแล้วไงงานนี้
“ เออ รู้แล้ว ! ” แล้วยังจะตะโกนออกมาเสียงดังลั่นแบบนี้อีก... คาลเดียร์... แกกลัวองค์เทพีอาเธน่าไม่รู้ใช่ไหม ...
ฝ่ายเด็กที่ได้ชื่อว่าเป็นองค์เทพีมาตอนนี้กลับมองมาที่คนพากษ์จำเป็นตาแบ๊ว เริ่มงุนงงว่าโกลด์เซนต์ที่บอกว่าจะพิทักษ์เธอต้องการทำอะไรกันแน่ จึงพาเธอมาดู... สิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่าละครเวที ? ที่ปราสาทเคียวโก
“ ถ้ายังไม่พร้อม หนูกลับไปก่อนก็ได้นะคะ ” ทั้งดวงตาและสีหน้าบ่งบอกได้อย่างเดียวคือความจริงใจ เพราะองค์เทพียังเยาว์วัยประกอบกับสำนึกอาเธน่ายังไม่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในตัวเด็กหญิงนามชาช่า จึงทำให้พวกเขาเหล่าโกลด์เซนต์คิดจะแสดงละครต้อนรับเธอ เผื่อให้เธอรู้สึกคลายเหงาหรือเสียใจจากการพลัดพลาดจากสหายสนิท... แต่ท่าทางมันจะพังไม่เป็นท่า... ก็เพราะคนที่ได้รับบทพระเอกอย่างคาลเดียร์... แล้วก็ตัวคนขี้โวยวายขวานผ่าซากอย่างมานิกอลโด้เนี่ยสิ
“ เออ... คือท่านอาเธน่า... ”
“ คาลเดียร์ บุตรของข้า เจ้าอยู่ที่ไหนหรือ ” โชคดีที่ได้ชิจิฟอส โกลด์เซนต์แห่งราศีธนูออกมาแสดงช่วงต่อได้อย่างทันควัน มาวันนี้ชายหนุ่มได้สลัดคราบนักรบผู้เข็มแข็งมาเป็นราชาผู้สูงศักดิ์ในชุดกรีกโบราณแทน ทว่า... ไม่วาย...
“ ชิจิฟอสแก่ขนาดเป็นพ่อคนได้แล้วหรือคะ ? ”
อึ้งกันไปเป็นแถบ...
ทั้งคนที่อยู่หน้าและหลังเวที
“ มันเป็นการแสดงนะครับ ท่านเทพี จริงๆ ชิจิฟอสเค้าไม่ได้แก่ขนาดนั้น ” โชคดีแค่ไหนแล้วที่ให้อันเดบารันเป็นผู้รับหน้า ความที่มีนิสัยใจเย็นและเป็นคนดูแลเด็กได้ดี ทำให้เขาได้รับหน้าที่มาเป็นผู้พากย์ใกล้ตัวเด็กสาว ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ พลางเอ่ย “ เมื่อครู่นี้เป็นมุขให้องค์เทพีตกใจ ท่าทางคงจะได้ผลสินะครับ ”
“ อะคะ เกิดมาหนูเพิ่งเคยได้ดูละครแบบนี้ครั้งแรก เลยตื่นเต้นมากไปหน่อย ขอโทษโกลด์เซนต์ทุกคนด้วยนะคะ ”
ดีแค่ไหนแล้ว... ที่ท่านอาเธน่าไม่ได้คิดอะไร ...
คาลเดียร์... ถ้าแกไม่ออกมา แกตายศพไม่สวยแน่ ...
ราวกับนกรู้ คนที่กำลังถูกสาปแช่งอยู่ รีบออกมาจากหลังเวทีโดยพลัน ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปากนิดๆ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อถวายความเคารพให้กับผู้เป็นบิดา (ในละคร) “ เรียกผม ? มีอะไรหรือเสด็จพ่อ ”
ออกจะดูผิดอิมเมจชายหนุ่มไปนิด เพราะปกติชายหนุ่มไม่ใช่คนที่จะยอมคุกเข่าให้ใครง่ายๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้เกิดแก่เด็กสาวผมม่วง ทั้งเส้นผมสีทองสว่างรับกับนัยน์ตาสีแซฟไฟร์คู่นั้น ชาช่ามองภาพชายหนุ่มในชุดเสื้อปล่อยสบายสีขาว ประดับประดาด้วยสายสร้อย และเกราะทองบริเวณไหล่ทั้งสองข้างแล้วก็ยิ้มออกมา หารู้ไม่ว่ากว่าจะให้คาลเดียร์แสดงบทตรงฉากนี้ พวกเขาต้องเสียอะไรไปมากขนาดไหน
อันเดบารันคิดแล้วก็อดลอบปาดเหงื่อไม่ได้ ... ถึงมันจะดูเป็นการไม่ดีต่อเดเจล... แต่งานนี้สงสัยต้องพึ่งนายแล้วละ
ละครที่แสดงอยู่นั่น ด้วยความที่ต้องการสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับการทำสงครามกับเหล่าสเป๊กเตอร์ประกอบกับเรื่องราวเกี่ยวกับความรักตามแบบฉบับที่น่าจะเรียกความสนใจจากเด็กผู้หญิงได้มากกว่าเรื่องราวปกติ จึงทำให้พวกเขาเหล่าโกลด์เซนต์ต้องสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่โดยคิดอิงเรื่องบางส่วนมาจากนิทานรักโรแมนซ์ แม้มันจะดูแปลกๆ ไปบ้าง แต่ก็คงไม่ได้ดูพิสดารจนเกินไป
หรอกมั้ง...
เรื่องราวได้ดำเนินต่อไปหลังจากที่ชิจิฟอสได้เรียกบุตรชายคาลเดียร์มาคุยเกี่ยวกับเรื่องการรุกรานของเผ่าบาดาล พร้อมได้สั่งให้เจ้าชายยกทัพไปปราบ ไม่นานฉากก็ถูกเปลี่ยนเป็นป่าใหญ่ ขณะที่คาลเดียร์กำลังเดินทางอยู่นั้น เขาก็ได้พบกับโจรที่กำลังเข้ารีดไถ่ทรัพย์สินจาก...คนในเสื้อคลุมสีดำสนิทคนหนึ่ง
“ นี่ เจ้านะ ! ส่งเงินที่มีทั้งหมดมาเดี๋ยวนี้นะ ” เป็นเสียงของมานิกอลโด โกลด์เซนต์ประจำราศีกรกฏ ผู้เรือนผมสีน้ำเงินเช่นเดียวกับนัยน์ตา วันนี้ชายหนุ่มมาในชุดลำลองของนักรบแซงค์ทัวรี่ทั่วไป แม้จะดูไม่แปลกตาสำหรับคนที่อยู่ในที่นี้ตั้งแต่เด็ก ทว่าสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่เช่นเธอ ชาช่าก็อดที่จะรู้สึกตื่นตาไม่ได้
“ บทเหมาะกับคุณมานิกอลโดมากเลยค่ะ ” เด็กสาวเอ่ยชม พลางลุ้นว่าคนในเสื้อคลุมนั้นเป็นใคร
ก็เล่นปิดทั้งหน้า ปิดทั้งตา ราวกับไม่อยากให้รู้ว่าเป็นใครซะขนาดนั้น... ไม่ให้ลุ้นก็แปลกแล้วละ
และก็เป็นไปตามบทพระเอกที่ดี คาลเดียร์ไล่โจรป่าคนนั้นออกไปได้ด้วยความรวดเร็ว ลับหลังโจรป่านามมานิกอลโด ชายหนุ่มก็เดินกลับมาหาผู้เคราะห์ร้าย แถมยังดูแตะเนื้อต้องตัวกันมากกว่าที่ควรอีกต่างหาก
“ ขะ... ขอบคุณมากที่ท่านช่วยเราไว้ ” กระนั่นผู้เล่นก็ยังไม่หลุดบทโดยง่าย แต่มือใต้ผ้าคลุมนั้นหากสังเกตดีๆ ก็พยายามดันอกกว้างของคนที่ทำตัวเหมือนจะเข้ามาพยุง หากคิดไม่ผิด อาเธน่าคิดว่าคนในเสื้อคลุมนั้นคงส่งสายตาไม่พอใจให้คาลเดียร์อยู่เป็นแน่ “ ข้า... ”
“ เจ้าคิดจะขอบคุณผู้มีพระคุณทั้งๆ ที่ยังคลุมหน้าคลุมตาแบบนี้นะหรอ ” จบประโยคก็เล่นเอาคนทั้งหน้าและหลังเวทีต้องกุมขมับ... คาลเดียร์เล่นนอกบทอีกแล้ว
แต่... วิธีให้คนขี้อายเปิดเผยตัวก็คงมีแต่วิธีนี้เท่านั้นสินะ...
ก็ตามบท... มันมีซะที่ไหนละ ผ้าคลุมดำๆ พรรคนั้น...
และก็เป็นดังคาด ร่างภายใต้เสื้อคลุมชะงักไปครู่ พลางลอบใช้สายตามองไปทางเด็กสาวตัวเล็ก กัดฟันทนอยู่ครู่หนึ่ง จึงเปิดผ้าคลุมสีดำสนิทออก
“ เดเจล !! ” เด็กสาวเรียกชื่อของคนในผ้าคลุมทันควัน เดเจล ... โกลด์เซนต์ผู้เยือกเย็นแห่งวิหารอควอเรียสก็ร่วมเล่นละครในครั้งนี้ด้วยหรือเนี่ย ?
ชุดที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่เป็นชุดโค้ดยาวแขนกุดสีดำออกรัดรูปคลุมทับเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงขาสั้นสีเดียวกันที่ยาวเพียงไม่กี่คืบจากสะโพกมนแลดูข้ากันอย่างประหลาดกับนัยน์ตาสีแดงคู่สวยและผมยาวสีเพลิง...
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เด่นสะดุดตาที่สุดกลับเป็นเข็มกลัดทับทิมกลมสวบนหน้าอกข้างซ้ายของเดเจล ชาช่ารู้สึกมึนงงเล็กน้อย... คุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
“ เสื้อของเจ้าดูแปลกประหลาดนัก เป็นคนจากแถบไหนหรอ ? ” คาลเดียร์เอ่ยต่อ หลังจากใช้สายตารุ่มร้อนไล่มองไปทั่วร่างของอควอเรียสเซนต์ ... เดเจลรู้สึกหงุดหงิดนัก ทว่า บนเวที.... ต่อหน้าท่านเทพี เขาจำเป็นต้องข่มความโกรธเอาไว้ ... พลางนึกไปถึงโกลด์เซนต์คนอื่นๆ
พวกนายทำกับฉันแบบนี้ได้นะ....
ทั้งๆ ที่บทนาง... เออ... บทที่คู่กับคาลเดียร์ต้องเป็นบทของอัลบาฟีก้า ด้วยใบหน้าที่สวยราวอิสตรีนั้น ทว่าเพียงเพราะโกลด์เซนต์คนอื่นต่างรู้ดีว่าโกลด์เซนต์ผู้มีใบหน้างดงามเกลียดการถูกชมว่าสวยเหมือนผู้หญิงมากเพียงใด จึงไม่มีใครกล้ายื่นบทพิสดารนี้ให้เลย
แถมตัวคาลเดียร์ที่ได้บทเจ้าชายในตอนแรกกลับไม่ยอมเล่น เพียงเพราะต้องคุกเข่าให้ชิจิฟอส...
มานิกอลโดเลยเสนอให้เขาเล่นบทนี้... เพราะคาลเดียร์จะได้กวนโมโหเขาระหว่างเล่นได้ง่ายๆ !!!
นี่หรือเหตุผล !! เดเจลนึกอยากจะสบถเป็นรอบที่ร้อยของวัน ! นึกอยากจะถามว่าพวกนายมีสำนึกรักในตัวอาเธน่าบ้างไหม ทำไมต้องอ้างเหตุผลโน้นเหตุผลนี้แล้วโยนงานหนักมาที่เขาคนเดียว ให้แสดงบทผู้หญิงยังไม่พอ แล้วนี่ ! ต้องแสดงคู่กับคนที่กวนประสาทที่สุด !
เดเจลนึกอยากเป็นลมล้มไปเสียเดี๋ยวนั้น
หากไม่ติดว่าเป็นงานเพื่อแซงทัวรี่ ให้ตายเขาก็ไม่ขอมาแสดงบททุเรศๆ แบบนี้เป็นอันขาด !!
“ ข้าเพิ่งหนีมาจากกองทัพปีศาจ ” ชายหนุ่มเอ่ยต่อเมื่อเห็นว่าตนค้างบทสนทนาไปนาน “ พวกมันบุกเข้ามาที่หมู่บ้านของข้า พร้อมกับจับตัวพวกข้าไป ข้าเลยขโมยชุดของเจ้าพวกนั้นมาเพื่อหลบหนี ” ไม่เพียงเท่านั้นยังพูดบทคล่องปรื้อราวกับท่องมาโดยไม่มีการใส่อารมณ์ใดๆทั้งนั้น แม้ตามบทแล้วเขาจะเอ่ยวาจาอ้อนวอนขอให้เจ้าชายหนุ่มช่วยเหลือตน หากสำหรับคนที่วันๆ คลุกอยู่กับหนังสือไม่ข้องเกี่ยวกับสาระบันเทิง อย่างนี้ถือว่าดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้แล้ว
แถมใบหน้า... ยังเรียบเฉยไร้อารมณ์อีกต่างหาก ...
“ ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ สู้เปลี่ยนคู่พระ-นางเป็นคนอื่นดีกว่า ” เป็นโดโก โกลด์เซนต์ประจำราศีตุลย์ ผู้ครองเรือนผมสีน้ำตาลยาวประบ่าเอ่ยสบถขึ้นหลังเวที ข้างๆ มีชิออนผู้คุ้มครองวิหารเอเรียสนั่งอยู่อย่างปลงอานิจจังเช่นกัน “ ให้คู่พระเป็นชิจิฟอส แล้วคู่นางเป็นเอลซิดไปซะก็สิ้นเรื่อง ”
แทนการขอบคุณในความหวังดี โดโกได้รับดวงตาคมกริบเป็นของตอบแทน
“ เอานา ใจเย็นๆ เถอะเอลซิด ” เป็นตัวคนที่เพิ่งออกไปแสดงเป็นบทราชาแห่งพื้นพิภพต้องออกมาห้ามปรามก่อนร่างโกลด์เซนต์แห่งไลบร้าจะโดนผ่าเป็นสองท่อน “ อีกอย่างโดโก ชิออนบททุกอย่างที่วางไว้ตอนนี้ลงตัวดีแล้ว พวกเราในทีนี่ไม่เคยมีใครเรียนการแสดงมาก่อน แสดงยังไงฉันว่ามันก็เหมือนกัน … ของแบบนี้มันอยู่ที่ใจต่างหาก ”
… จิตใจที่เป็นห่วงองค์เทพี...
ท่านอาเธน่าจะทรงรับรู้มันหรือไม่ ...
แล้วเรื่องราวก็ถูกบรรยายต่อเนื่องกันไป หลังจากที่คาลเดียร์ได้ช่วยเหลือเดเจลที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ชายหนุ่มก็พาอีกฝ่ายเดินทางไปปราบเหล่าอสูรกาย ทว่า... ช่างน่าอัศจรรย์ ที่แผนการรบของเขากลับถูกกองทัพจากบาดาลล่วงรู้ก่อนทุกครั้ง
“ กองทัพของเรามีไส้ศึก ” นักพรตประจำกองทัพซึ่งเล่นโดยเวอร์โก้ อัสมิตาเอ่ยกล่าวขึ้นกลางที่ประชุมแผนการรบ เขามาในชุดผ้ายาวสีขาวพันกายคล้ายคลึงกับชุดเวลาที่เขานั่งทำสมาธิ ดวงตาทั้งคู่ยังคงปิดสนิท “ ข้าเห็นสมควรว่าท่านควรระวังตัวให้มาก เจ้าชาย ”
กระนั้นแม้จะระวังตัวมากเพียงใด ท้ายที่สุดเจ้าชายไร้พ่ายก็พลาดท่าให้กับกองทัพปีศาจ คาลเดียร์ได้รับบาดเจ็บในสนามรบเพราะปีศาจที่มีรูปร่างส่วนขาเป็นงูตัวเป็นคน พิษร้ายแทรกซึมเข้าตามกระแสเลือดเมื่อเขี้ยวแหลมคมของมันได้แทงลงบนซอกคอ ก่อนที่ร่างขององค์ชายหนุ่มพลันร่วงตกลงไปจากหน้าผาสูงชัน
“ คาลเดียร์ !!! ” โดยไม่รอฟังคำทัดท้านใดๆ เดเจลซึ่งตอนนั้นนึกเป็นห่วงชายหนุ่มจับใจจนลอบออกมาเป็นทหารศึกคนหนึ่งรีบกระโดดตามชายหนุ่ม
ร่างทั้งสองพลันหายไปกับสายน้ำเชี่ยวกราด
“ นั้นมัน... อ่างน้ำไม่ใช่หรอคะ ”
ไม่ผิดหรอกครับ... ไม่ผิดเลยองค์อาเธน่า ...
“ เป็นส่วนหนึ่งของฉากนะครับ หากเรามองว่ามันเป็นสายน้ำ มันก็จะเป็นสายน้ำ ” อันเดรบารันหรือท่านอัสการ์ดนึกอยากร้องไห้ในใจ บทที่คิดว่าสบายที่สุดดูเหมือนจะไม่สบายแล้วสิ
ฉากถูกเปลี่ยนให้เป็นถ้ำลึกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำสายเดิม เดเจลค่อยๆ ใช้แขนบอบบางของตนพยุงร่างสูงของคนไม่ได้สติขึ้น ทุลักทุเลเล็กน้อยเพราะคนแกล้งสลบไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าใดนัก ... ทันทีที่เดินเข้ามาในถ้ำ เดเจลก็ปล่อยร่างสูงให้นอนลง ใช้มืออังปลายจมูกแล้วก็ตัดสินใจ
“ ถ้าท่านรู้ว่าข้าเป็นไส้ศึก... ท่านจะยังอ่อนโยนกับข้าหรือเปล่านะ ” ดึงคอเสื้อออกให้พ้นจากรอยถูกกัด ชั่งใจครู่หนึ่งจึงโน้มใบหน้าลงไป ริมฝีปากบางอ้าออกเผยให้เห็นเขี้ยวคมแหลม “ ...ข้าเป็นปีศาจ ”
เดเจลเป็นแวมไพร์... ปีศาจซึ่งดื่มเลือดเป็นอาหาร ... และเลือดอันโอชะที่สุดก็ไม่พ้นเลือดของมนุษย์
ทว่านั้นเป็นครั้งแรกที่เขี้ยวของเดเจลไม่ได้มีไว้สำหรับดูดกินอาหาร หาก เขากำลังดูดพิษซึ่งคั่งค้างอยู่ภายในร่างของเจ้าชายหนุ่มออกมา
“ ท่านจะตายไม่ได้นะ... ” ชายหนุ่มเอ่ย หากเสียงไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ “ ข้ายังไม่ได้ขอโทษท่าน... ”
“ ข้าจะไม่เอ่ยโวยวายทุกๆ ครั้งที่ท่านเข้ามาใกล้ข้า ”
“ ข้าจะไม่รังเกียจ ทุกๆ ครั้งที่ท่านมอบความใจดีให้ ”
“ แม้จะโดนท่านรังเกียจ แม้จะต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศ ”
“ แม้จะต้องหันหลังให้กับบ้านเกิดของตนเอง ”
“ แต่ขอเพียงอย่างเดียว... ”
“ โปรดตื่นขึ้นมาฟังคำจากปากของข้าเถิด ”
นานาคำพูดพลันถูกเอื้อนเอ่ยจากริมฝีปากกลีบกุหลาบ โดยไม่รู้ตัวชาช่ายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลรินออกมา แม้ตัวนักแสดงนำจะแสดงไม่ค่อยสมจริงนัก แต่... เธอรู้สึกสงสารตัวบทที่เดเจลแสดงอย่างประหลาด
สัญญาว่าจะยอมรับทุกสิ่งที่ชายหนุ่มเคยกระทำ... เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องจากไป
เท่าที่เธอดูละครมา พอเดานิสัย พื้นฐานของตัวที่เดเจลแสดงได้ ... หยิ่งในศักดิ์ศรี...
เดเจลใช้ตักของตนต่างหมอนให้ชายหนุ่มได้หนุนนอน แม้มือทั้งสองจะบีบแน่นด้วยความหมั่นไส้ในตัวคนที่ลอบยิ้มมุมปาก แต่การจะผลักอีกฝ่ายให้ออกไปพ้นๆ ในตอนนี้ไม่สามารถเป็นไปได้ ... นึกยินดีนักหนาเมื่อถึงบทที่คาลเดียร์ต้องลืมตาตื่นลุกขึ้นมาคุยกับเขา
ทว่าแทนที่อีกฝ่ายจะยันตัวมาคุยกับเขาดีๆ ...
ดันใช้สายตานิ่งๆ มองมาที่เขาอย่างเจ้าเล่ห์ซะงั้น !!
“ เดเจล... หรอ ? ” ... แล้วที่นายเห็นอยู่มันเป็นคนอื่นหรือไง ? “ เกิดอะไรขึ้นกับข้า ? ”
ถ้าจะช่วยแสร้งทำเป็นกุมขมับปวดหัวซะหน่อยจะดีมากเลย... เดเจลคิด... คนอะไร แสดงบทกำลังบาดเจ็บอยู่แต่กลับยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างนึกสนุก
“ ข้าเป็นปีศาจ ... ” ขอรวบรัดตัดความเลยละกัน ... คาดว่าโกลด์เซนต์ทั้งนอกและหลังเวทีต่างก็คงเวียนศรีษะกับการกระทำไม่คิดของเขา แค่ตอนคาลเดียร์ก็คงจะเป็นลมล้มพับกันไปหลายคนแล้ว เพิ่มรอบนี้ไปอีกคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง “ เป็นไส้ศึกในกองทัพของท่าน ”
เพราะตัวบทจริงๆ เขาต้องแสร้งทำเป็นร้องไห้ เศร้าโศกเสียใจกับการกระทำที่เป็นเหตุให้ชายหนุ่มเกือบต้องตาย ทว่า แม้จะพยายามทำความเข้าใจกับตัวบทมากแค่ไหน เดเจลก็มิอาจจะเข้าใจ
ในเมื่อ... ตัวเองเป็นคนตัดสินเองว่าจะทำ แล้วทำไมยังต้องร้องไห้.... เสียใจอีก.... ?
ถ้ารู้ว่าตัวเองต้องเสียใจแล้วจะทำไปทำไม
สิ่งที่เดเจลคิดมีเพียงเท่านี้ ด้วยนิสัยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง มิอาจหาความอ่อนนุ่มอ่อนโยนได้ กระนั้นตัวคนที่ไม่เหมาะกับบทอีกคนกลับยิ้ม ยื่นมือมาสัมผัสไปทั่วโครงหน้า คิ้วเรียวสองแฉกขมวดนิด ๆ อีกฝ่ายคิดอยากจะนอกบทอะไรอีกงั้นหรือ
“ ข้ารู้... ”
อืม ดี... ที่ไม่นอกบท ...
ทว่าเดเจลกลับดำรงความคิดนั้นได้เพียงชั่ววิ เพราะไม่นานชายหนุ่มก็ทำในเรื่องที่ทำให้เขาตกใจซ้ำสอง
เมื่อตอนนี้สกอร์เปี้ยนเซนต์ ...
จับปลายผมสีแดงสดของเขา ...
จูบตรงนั้นเลย !!!
ใครก็ได้ !! เอาแมงป่องสุดกวนบาทานี้ออกไปที !!!
“ และก็รอวันที่เจ้าจะเอ่ยความจริงให้ข้าฟัง ” กระนั้นเสียงทุ้มก็ฉุดสติของเขาเอาไว้ได้เสียก่อน คลื่นอารมณ์อันไม่คุ้นเคยพลันพุ่งเข้าจู่โจมร่างคนใจแข็งโดยพลัน เมื่ออีกฝ่ายใช้สายตา... มองเขา ... นิ่งๆ แค่นั้นเอง ...
ณ วินาทีนี้ ไม่มีรอยยิ้มเหยาะที่มุมปากอีกแล้ว
ไม่มี ... แม้กระทั่งแววเจ้าเล่ห์ในแซฟไฟร์คู่คม
“ ข้ารักเจ้า ” เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ไร้ซึ่งความดุดันหรือเสแสร้งแม้เพียงนิด ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมขึ้นมาสัมผัสกับใบหน้าของเขา ร่างเล็กๆ สะดุ้งประหนึ่งเหมือนมีกระแสไฟแล่นผ่านทั่วร่าง คำว่า ‘รัก’ ที่เจ้าชายคาลเดียร์มอบให้กับแวมไพร์เดเจล ดูเหมือนจะมีอิทธิพลกับอควอเรียสเซนต์มากกว่าที่คาดไว้มากนัก
เดเจลหวนนึกไปถึงคำตอบที่เค้าต้องตอบอีกฝ่ายไป พลางใช้มือข้างหนึ่งจับมือสากบนแก้มของตนไว้หลวมๆ ทว่าพอจะพูดอีกฝ่ายกลับขัดขึ้นมา
“ ให้ข้าได้รู้ ‘ความจริง’ จากใจของเจ้าได้หรือไม่ ? ”
โดยไม่ทันได้นึกถึงความหมายที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ภายใน คิ้วเรียวสองแฉกขมวดเข้าหากันโดยพลัน จะย้ำอะไรกันนักหนา ใช่ว่าเขาจะลืมบทอะไรง่ายๆ เสียหน่อย
“ ข้าเองก็รัก.... ”
กลับกลายเป็นมือใหญ่ที่เอื้อมมาปิดปากของเขา ก่อนที่ร่างสูงจะยันตัวลุกขึ้นนั่งเสมอกัน นัยน์ตาสีฟ้าใสจ้องสบกับนัยน์ตาสีทับทิมอย่างไม่กลัว
ก่อนระยะห่างของใบหน้าคนทั้งสองจะค่อยๆ ถอยร่น คาลเดียร์ก็เอ่ยย้ำ
“ ข้าหมายถึง ... ”
ลมหายใจอุ่นร้อนพาให้จิตใจเริ่มล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ร่างของเดเจลสั่นเทิ่มอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่ออีกฝ่ายเริ่มถอนมือออกไป
พร้อมจะทดแทนด้วย... ริมฝีปากได้รูป ...
โป๊ก !!!
“ คาลเดียร์จะทำอะไรเดเจลนะ !!! ” เป็นเสียงใสของเด็กเล็กๆ ไม่รู้เดียงสาคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลังร่าง
ของคาลเดียร์ หลังจากที่เจ้าตัวได้ใช้กำปั้นทั้งกำออกหมัดเขกหัวคนเจตนาไม่บริสุทธิ์อย่างแรง ใบหน้าใสส่อแววไม่ยอมแพ้เมื่อเห็น ชายหนุ่มร่างสูงหันกลับมาแยกเขี้ยวให้
“ ไอ้เด็กบ้าเรกูลัส !!! ” ที่โมโหนะไม่ใช่เพราะโดนทำร้ายร่างกายหรอก แต่เพราะเจ้าเด็กนี้ ... เจ้าเด็กนี้ ...
“ ไอ้แมงป่องบ้ากาม !!! ” เรื่องฝีปาก ในที่นี้ไม่มีใครเป็นสองรองใคร เด็กน้อยนามเรกูลัสผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลซอยสั้น ในชุดลำลองของเซนต์ฝึกหัดเดินเข้าไปกันร่างผอมบางหน้าสวยไว้ ทำท่าขู่ฝ่อๆ เหมือนแมวไม่มีผิด “ ฉันรู้นะ !! ไอ้บทล่อแหลมแบบนี้ ท่านเคียวโกเซจิไม่ได้เขียนไว้แน่ๆ นายเล่นนอกบท !! ”
เป็นทีของผู้ที่ถูกอ้างอิงหลังเวทีต้องกุมขมับบ้าง .... ไอ้การแสดงที่อดทนสร้างมากับมือเหมือนจะเป็นอันต้องล่มไปเพียงเพราะความปรารถนาดีอันใสซื่อของเด็กหนุ่มตัวเก็งตำแหน่งโกลด์เซนต์ประจำราศีสิงห์นี้แล้วเสียสิ
ทว่า ... ฮาคุเรย์... ผู้เป็นพี่ของเขากลับหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจเสียนี้ ...
นี้... ท่านไม่ได้เห็นสีหน้าขององค์เทพีเลยหรือไร
ว่าท่านกำลัง ...
...
“ คิก คิก ”
.....
เอ๋ ?
“ คิก อุ๊บ ... ”
ก่อนเสียงหัวเราะสดใสจะพร่างพราย หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ องค์เทพีอาเธน่าในตอนนี้ไม่เหลือคราบองค์เทพีผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือผู้น่าเกรงขามใดๆ อีกแล้ว ... คงเหลือแต่เพียงเด็กสาวตัวน้อย ตัวเล็กๆ ที่หลุดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
เป็นเสียงหัวเราะแรก... ที่ได้ยิน ... นับจากเด็กสาวได้ถูกพลัดพรากออกมาจากสถานที่ที่ไม่มีอะไรนอกเหนือจากความอบอุ่น ...
“ เป็นการแสดงที่สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ท่านเซจิ ” ถึงกับน้ำตาเล็ด เด็กสาวใช้มือเช็ดน้ำตาออก พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เอ่ยขอบคุณโกลด์เซนต์แห่งทอรัสเมื่ออีกฝ่ายมอบคฑาทองคำมาให้ “ แซงทัวรี่แห่งนี้มีแต่เรื่องสนุกๆ แถมยังเป็นที่ๆ เต็มไปด้วยความอบอุ่น ... หนูดีใจมากเลยค่ะ ที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี้ ” ไม่พูดเปล่า เด็กสาวเดินถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะโค้งศรีษะและโน้มตัวลงเล็กน้อย ท่ามกลางความตกใจของเหล่านักรบที่รายล้อมรอบตัวเธอ
เคียวโกเซจิเป็นคนที่หาเสียงของตัวเองเจอ ชายหนุ่มรีบเอ่ย พลางทำท่าจะเดินมาช่วยพยุงร่างของเด็กสาว “ องค์อาเธน่า ... ”
“ ต่อจากนี้ คงต้องรบกวนพวกท่านแล้ว ” กลับเป็นตัวเด็กสาวที่เอ่ยขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หาก... เข้มแข็ง ... มุ่งมั่น
แล้วเธอจึงเงยใบหน้าขึ้น มอบรอยยิ้ม ...
รอยยิ้มที่สว่างไสว ...
“ หนูชื่อชาช่า เป็นเด็กกำพร้า แถมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไรนัก แต่หนูสัญญาค่ะ ว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ”
“ พวกคุณ... ช่วยหนู ... ได้ไหมค่ะ ? ”
ไม่จำเป็นต้องให้องค์เทพีเอ่ยซ้ำสอง หรือขอความช่วยเหลืออันใด
เหล่าโกลด์เซนต์ทั้งอดีตและปัจจุบัน ต่างค้อมกายลงถวายความเคารพโดยพลัน ... แลยิ่งรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเด็กสาวเอ่ยคำ
“ ในฐานะ เพื่อน ... นะคะ ... ”
ณ วินาทีนี้ ... ไม่มีอีกแล้ว ... นายกับบ่าว ...
ไม่มีนักรบ ... และเจ้าหญิง ... หรือองค์เทพผู้สูงศักดิ์
เหลือแค่เพียง ... สิ่งเพียงสิ่งเดียว ... ความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ...
...สหาย...
เพื่อนที่ไม่ว่าเมื่อไรก็จะอยู่เคียงคู่กันไป ...
...สหาย...
เพื่อนที่ไม่ว่าเมื่อไรก็จะไม่ทอดทิ้งกัน ...
...สหาย...
เพื่อนที่มั่นคง...
พร้อมจะร่วมทุกข์ ... และร่วมสุขกันไป...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
การแสดงทุกอย่างจบลงแล้ว ... แม้จะเป็นการแสดงที่ไม่อาจต่อบทให้ได้จนจบ ซ้ำยังถูกยุติลงกลางครันในเวลาอันไม่เหมาะสม
แต่... ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะพังพินาศไปเสียหมดนินะ ...
เดเจลคิด ขณะที่นัยน์ตาสีแดงสดสะท้อนภาพเด็กสาวตัวเล็กที่กำลังช่วยยกผ้าพื้นใหญ่ ส่วนประกอบของฉากหลังการแสดงเข้าไปเก็บในห้องเก็บอุปกรณ์ในส่วนของวิหารเอเรียส และของหลายๆ อย่างที่ได้มาจากวิหารแต่ละวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ... ในวิหารฟิสซิส
ฉากสภาพแวดล้อมพื้นป่าและทุ่งราบจะไม่สามารถกำเนิดขึ้นได้เลย หากปราศจากโกลด์เซนต์ประจำลัคนาราศีมีนผู้นี้ อัลบาฟีก้าเป็นคนจัดเตรียมพันธุ์ทุกอย่าง พร้อมเอ่ยปากบอกชัดถ้อยชัดคำว่า
‘ ใช้เสร็จ ไม่ต้องมาคืน ’
เป็นเพราะเพียงแค่นี้สวนข้างปราสาทฟิสซิสก็อุดมไปด้วยกลุ่มดอกไม้แสนสวยอาบยาพิษแล้ว ... เจ้าตัวเองคงไม่ใคร่อยากจะให้สิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากตัวดอกเดมอนโรสเองที่อยู่ในสวนกว้างนั้น
อัลบาฟีก้ายังคงเป็นคนที่อ่อนโยน ... มองอะไรด้วยสายตาเฉียบคมเสมอ แม้ลักษณะภายนอกจะดูเหมือนเย่อหยิ่ง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลย
อีกด้านหนึ่งก็คงเป็นโกลด์เซนต์แห่งราศีกรกฏ ชายหนุ่มที่ดูเป็นคนเลวร้ายเมื่อครั้งแรกที่พบ แต่จริงๆ เมื่อรู้จักแล้ว ก็จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งที่เต็มไปด้วยความรักและเคารพบูชาในตัวองค์เคียวโกเหนือใครๆ
ภาพชายหนุ่มผมตั้งสีน้ำเงินเข้มคอยเดินตามดูแล องค์ประมุขเคียวโกแห่งแซงทั่วรี่จึงกลายเป็นภาพที่เห็นได้โดยทั่วไปของเหล่าโกลด์เซนต์ด้วยกัน ... ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าตัวไม่ใคร่ชอบการเปิดเผยนิสัย ‘ ติด ’ อาจารย์ของตนเองต่อหน้าใครเท่าไรนัก
ชิออนกับโดโกเองก็เป็นโกลด์เซนต์เพิ่งเข้ารับการบรรจุ ยังมีเรื่องให้ต้องศึกษาอีกมาก แต่ด้วยลักษณะท่าทาง เขาคิดว่าสองคนนี้คงเป็นคู่หูที่ดีในอนาคต
ส่วนอันเดบารัน ... ชายหนุ่มผู้ไม่อะไรให้น่าห่วง ... ความที่เป็นคนสบายๆ ดำรงตนเฉกเช่นราศีพฤษภ ทำให้อีกฝ่ายเป็นเหมือนชายหนุ่มสูงวัยผู้ใจดี ให้บรรยากาศอบอุ่นกับผู้คนที่อยู่รอบข้าง
ยังมีคนอื่นๆ อีกที่ให้ความรู้สึกเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นชิจิฟอสและเอลซิส เสียเพียงอย่างเดียวว่าสองคนนี้มักจะได้รักภารกิจออกไปนอกเขตแซงทั่วรี่ด้วยกันสองคน จึงทำให้ตัวเขาไม่ค่อยได้คุย แม้วิหารจะอยู่ติดกัน
กลายเป็นว่า... ระหว่างวิหารที่ 8 และ 11 ... ไม่มีตัวคอยคั่นกลางไป ...
ภาพดวงหน้าซึ่งล้อมกรอบด้วยเส้นเกศาสีทองสว่างคล้ายจะตราตรึงฉายชัดที่สุดในความทรงจำ แม้จะพยายามไม่คิดถึง... พยายามลืมแล้ว หาก... ลมหายใจอุ่นร้อนที่กระทบกับใบหน้า ... ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึก ...
เนินแก้มใสยังคงร้อนผ่าว... ตรงจุดที่ต้องลมหายใจนั้น
ณ วินาทีนั้น... หากเรกูลัสไม่ออกมา... เขาจะเป็นเช่นไรนะ
ริมฝีปากซึ่งไม่เคยมีใครได้จับจอง จะถูกชิงไปหรือเปล่า
หรือจะเป็นตัวเขาเอง ... ที่ใช้ฟริชชิ่ง คอฟฟิน ... จัดการคนเจ้าเล่ห์นั้น
ไร้ซึ่งคำตอบของคำถาม ... เมื่อตัวเขาเองไม่อาจรู้ถึงความต้องการซึ่งแฝงอยู่ภายใน ซ้ำยังตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะมีเวลาให้คิดนัก เมื่อเจ้าตัวคนที่มักมอบแต่เรื่องให้คิดมากกำลังผละจากเหล่าอุปกรณ์ที่ต้องนำไปเก็บยังวิหารต่างๆ เพื่อเดินตรงมาหาเขาที่หยุดยืนนิ่งมานาน
“ มีเวลาว่างหรือเปล่า ? ” คาลเดียร์ถาม พลางสอดมือทั้งสองเข้ากับกระเป๋ากางเกง ทำท่าเหมือนไม่ยี่หระในคำตอบจนเขานึกหมั่นไส้ ... ก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรอ ว่าคนอื่นเขากำลังทำงานกันอยู่ แล้วจะหาทางแว่บไปไหนอีก
โดยไม่จำเป็นต้องถามซ้ำ เดเจลเลือกจะหันหลังไปอีกทาง ทำเป็นเหมือนคำถามนั้นเป็นเหมือนอากาศธาตุ ไม่สนใจ...
แต่ดูเหมือนเดเจลจะลืมนึกไปว่า นอกเหนือจากความเจ้าเล่ห์แล้ว... คาลเดียร์ยังมี ...
... ความหน้าด้าน !!! ...
“ เฮ้ย !!!! ”
ไม่จำเป็นต้องให้สมองประมวลผลอะไรมากนัก คาลเดียร์ก็โอบกอดร่างเล็กยกขึ้นบ่ากว้างของตน จับขาเรียวสวยไว้ เมื่อพบว่ามันเริ่มดิ้นไปมา “ ปล่อยฉันลงนะ คาลเดียร์ !!! ” ถึงจะกดเสียงต่ำเพราะเกรงคนจะเห็นอย่างไร ก็ไม่มีทางที่คนอื่นจะไม่เห็น ... ในเมื่อ... มันเด่นชัดเสียขนาดนั้น ...
คาลเดียร์หัวเราะร่า กับชัยชนะที่ได้ในครั้งนี้ ก่อนจะหลิ่วตาไปให้กับองค์เทพี
“ ไหนๆ วันนี้ก็วันวาเลนไทน์ ขอเวลาให้ข้ากับเดเจลสักครู่นะ ”
“ อะ... เอ๋ ? ” คนไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ... ก็งงเต๊กสิครับท่าน
โดยไม่รอคำอนุญาต คาลเดียร์ก็ใช้ความเร็วเหนือแสงพาร่างของตนและร่างของอควอเรียสเซนต์หายไปจากวิหารเคียวโก ... เซจิถึงกับกุมขมับ รู้ว่าคาลเดียร์คงไม่ไปไหนไกล เผื่อๆ อาจจะเป็นวิหารอควอเรียส ซึ่งเป็นทางผ่านที่จะไปวิหารเอเรียส ...
แม้เขาจะไม่คิดว่าการขาดคนไปคนสองคนจะเป็นสาเหตุให้งานทั้งหมดต้องหยุดลงก็ตาม ... แต่ไอ้จะให้โกลด์เซนต์ที่เหลือเดินผ่านวิหารอควอเรียสตอนนี้ ...
มันจะต่างอะไรกับการเดินผ่านขั้วโลกเหนือละ !!
แม้... พี่ของเขาฮาคุเรย์จะดูชอบใจกับอาการทำตัวแปลกแหวกแนวของโกลด์เซนต์สกอร์เปี้ยนคนนี้ก็ตาม !!
ใช้สมองที่มีอายุอานาม 200 กว่าปีแล้ว เคียวโกเซจิก้ตัดสินใจ ... เอ่ยคำสั่งที่ไม่คิดจะเอ่ยออกไปในรอบปี
“ ถ้าไง เนื่องในโอกาสอันดี ... วันนี้พวกเจ้าทุกคนนอนที่วิหารนี้ละกัน ... ”
ท่องไว้... ว่าไม่ใช่เพราะต้องการเปิดโอกาสให้คนมือไว แต่ ...
เพื่อตัวเด็กๆ เองนะ !!
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
กว่าขาเรียวของอควอเรียสเซนต์จะได้มีโอกาสแตะกับพื้น ก็เป็นตอนที่ตัวคนร่างสูงกว่าได้เดินมาถึงส่วนเขตปราสาทที่ 11 ใบหน้าใสบ่งบอกถึงความหงุดหงิดไม่พอใจเด่นชัด ยิ่งเมื่อได้เห็นแววตาสนุกสนานตรงหน้าแล้ว เดเจลก็ตัดสินใจหันหลังให้ เดินตรงไปที่ห้อง หมายจะตัดขาดกับคนเอาแต่ใจตรงหน้าทันที
แต่เดินไปไม่กี่ก้าว เอวบางก็ถูกมือหนาโอบกลับมาให้แผ่นหลังประชิดกับอกกว้างกำยำ เดเจลหันกลับไปหมายจะมอบไดมอน ดัสต์ให้ หากมือของเขากลับถูกยึดไว้ได้เสียก่อน ร่างเล็กกัดฟันกรอด เริ่มปล่อยคอสโม่ไอเย็นเข้าคุกคาม พลางกดเสียงต่ำ “ ปล่อยฉันซะ คาลเดียร์ ”
ทว่าแทนที่จะปล่อย หรือมองหน้าคนที่กำลังโมโห นัยน์ตาสีแซฟไฟร์กลับจ้องเขม็งไปที่พื้นผ้าตรงอกทางด้านซ้ายของอีกฝ่าย แลพอใจนักเมื่อทับทิมเม็ดงามส่องแสงประกายท้าสายตาของเขา “ เข้มกลัดสวยดีนะ ” สิ้นเสียง เดเจลก็ยกมือขึ้นปิดเข้มกลัดที่ว่านั้น ... ใบหน้าขาวอมชมพูยิ่งดูเหมือนจะแดงมากขึ้นไปอีก เมื่ออีกฝ่ายโน้มตัวลงมากระซิบข้างหู... “ ใครให้มางั้นหรือ ? ”
ครั้นจะตอบคำถามอีกฝ่าย ก็ไม่รู้จะตอบว่าเช่นไรดี ... ด้วยเพราะตัวเดเจลเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าใครเป็นคนให้ตนมา ...
รู้แค่เพียงว่า ... เข้มกลัดอันนี้มันตั้งอยู่บนหัวเตียงของเขาเมื่อเช้า พร้อมกับดอกกุหลาบแดง 7 ดอก แนบการ์ดเขียนว่า
‘ แด่เดเจล
วันนี้แสดงละครอย่าลืมกลัดมันไปด้วยนะ พยายามเข้าละ แวมไพร์ตัวน้อย ’
ข้อความแลดูน่าโมโหนัก ทว่า เมื่อนึกไปถึงภาพดอกไม้ดอกเล็กที่มักจะส่งมาให้ทุกๆ วันในช่วงที่กลุ่มดาวอควอเรียสเปล่งแสดงเด่นบนฟากฟ้ายามค่ำคืนนับแต่วันที่เขาได้เข้ามาเยือนในแซงทัวรี่แล้ว ... ความอบอุ่นก็แผ่ซ่านเข้ามาในใจ
‘ ยินดีต้อนรับสู่แซงทัวรี่ ฉันไม่รู้ว่านายเกิดวันไหน จะรังเกียจไหมถ้าเกิดฉันจะส่งดอกไม้มาให้นายทุกวันในช่วงวันราศีเกิดของนาย ’
ยังคงจำได้ถึงการ์ดใบแรกที่ได้รับพร้อมกับดอกไม้ 3 ดอก น่าเสียดายนักที่เพราะความไม่ไว้ใจในคราแรก ทำให้เขาทิ้งของขวัญที่ได้มาในปีแรกเสียหมด กว่าจะรู้ว่ามันไม่ได้มีพิษอันตรายอย่างที่คาด ก็เป็นปีที่ 3 ซึ่งก็คือปีนี้ที่เขาได้รับของแต่เพียงฝ่ายเดียว
ด้วยอีกฝ่ายไม่เคยปรากฏตัว ... สิ่งที่พอจะบอกตัวตนได้คล้ายจะมีเพียงการ์ดใบเล็กๆ ที่มักแนบมาพร้อมดอกกุหลาบสีแดงสด 1 ดอกบ้าง 3 ดอกบ้าง 7 ดอกบ้าง แล้วแต่อารมณ์ตัวคนให้
คนให้... ที่เดเจลกำลังนึกสงสัย ... ว่าคือ... ชายหนุ่มตรงหน้านี้หรือไม่ ...
จะใช่คาลเดียร์หรือเปล่า .... ?
เพราะนอกเหนือจากความเจ้าเล่ห์ ชายหนุ่มยังมี... ความอ่อนโยน
หลากหลายเหตุผลชวนทำให้คิด ด้วยการแสดงบทบาทแวมไพร์ที่เขาได้รับในวันนี้มีเพียงเหล่าโกลด์เซนต์และผู้อยู่เบื้องหลังการแสดงเท่านั้นที่รู้... และคนอื่นๆ ก็ไม่น่าจะลงท้ายการ์ดด้วยวาจาหยอกเหย้า
“ เห็นแก่ท่านเดเจล ” คาลเดียร์ว่า เป็นจังหวะเดียวกันที่ร่างหนาค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้จนชิด รู้สึกตัวอีกทีแผ่นหลังบางก็สัมผัสกับเสาหินในปราสาท ตรงหน้ามีร่างใหญ่คร่อมไว้ปิดทางหนี “ ท่าทางนายจะมีเรื่องที่อยากถามฉันเต็มแก่ ลองถามมาสิ ”
กระนั้นกลับเป็นตัวเดเจลเอง ... ที่ตัดทิ้งทุกอย่างไป ...
ชายหนุ่มออกแรงดันอกของคนร่างสูงออก ก่อนช้อนสายตาขึ้นมอง
“ สิ่งที่ฉันอยากรู้ ฉันก็จะรู้ด้วยตัวเอง ”
มุมปากของสกอร์เปี้ยนเซนต์ยักขึ้นเมื่อได้ฟังคำนั้น ท่าทางคล้ายสนุกนักหนา ราวพบเจอสิ่งที่ถูกใจ
เพราะเดเจลเป็นเช่นนี้ ... จึงทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้ ...
“ และอีกอย่างฉันเชื่อว่านายไม่มีทางตอบตามความจริงแน่ ”
ต่างรู้จักอีกฝ่ายไม่แพ้กัน สิ่งที่คนหน้าสวยว่าไม่ผิดกับที่ชายหนุ่มคิดไว้ในใจแม้แต่น้อย คาลเดียร์ให้สิทธิ์เดเจลในการถามก็จริง แต่ใช่ว่าเขาจะต้องตอบ และต้องตอบในสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
“ ได้ข่าวว่านายได้รับดอกไม้ ” เดเจลพยักหน้า ด้วยเห็นว่าป่วยการจะโกหก “ เคยนับบ้างหรือเปล่าว่าได้มากี่ดอกแล้ว ? ”
ใจจริงเดเจลไม่เคยคิดที่จะนับ หากไม่ติดเพราะตัวอัลบาฟีก้ามักจะเป็นคนนับให้เขาทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องดอกไม้ปริศนาด้วยสีหน้าติดจะระอา จึงทำให้เขาจำตัวเลขจำนวนที่ได้รับได้ขึ้นใจ ... “ 108 ดอก ทำไมหรอ ? ”
“ แล้วนายก็ติดเข้มกลัดที่ได้รับไปในวันเดียวกัน ไม่รู้ตัวบ้างหรือไงเดเจล ” ไม่เพียงพูดยังขยับกายเข้ามาใกล้เสียยิ่งกว่าเดิม “ ว่ามันเหมือนกับการตอบรับ ... ยอมแต่งงานกับเจ้าตัวคนที่ส่งของมาให้นี้... ”
ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลหลายแปดมาขยายความอีกต่อไป ทันที่ที่ใบหน้าคมโน้มลงมาหมายจะลิ้มชิมรสชาติของกลีบปากสีกุหลาบ ทุกอย่างก็ไขกระจ่าง สิ่งที่ไม่เคยมั่นใจมาตอนนี้เดเจลก็ได้รู้แล้ว ...
“ ...คนเจ้าเล่ห์ ” พร้อมกันนั้นร่างผอมบางของอควอเรียสเซนต์ก็จมเข้าไปอยู่ในอ้อมอกกว้างของเซนต์แห่งสกอร์เปี้ยน ครั้นจะใช้ศอกยันตัวชายหนุ่มไว้ ก็พบว่ามันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี ... คาลเดียร์แรงเยอะกว่าเขา ... บึกบึนมากกว่าเขา ... ทางเดียวที่จะหลุดหลอดจากอีกฝ่ายได้ คงมีเพียงแต่ใช้พลังคอสโม่ของตัวเอง ทว่ามันไม่ใช่ทางเลือกของเขาในครานี้ คนผมแดงจุดมุมปากขึ้น เกิดเป็นรอยยิ้มทึ่ทำให้คนมองคิดว่าน่ามอง “ น่าเสียดายว่าฉันทิ้งดอกไม้ที่ได้รับมาในช่วง 2 ปีแรกเสียหมด เอาจริงๆ ที่ฉันเก็บไว้มันมีแค่ 20 ดอกด้วยสิ ”
ว่ากันว่าหากจะเล่นกับคนเจ้าเล่ห์... ตัวเราเองก็ต้องมีเล่ห์เหลี่ยมที่ไม่แพ้กัน
ดอกกุหลาบ 20 ดอก ... แสดงถึงความจริงใจ คาลเดียร์ยิ้มพราย
“ แล้วฉันก็ขี้เกียจจะได้รับดอกไม้จากคนที่ไม่รู้จักแม้แต่หน้าแล้วด้วย โดยเฉพาะ... ในวันที่เป็นวันปกติ ธรรมดา... ”
“ นายเกิดวันที่เท่าไรละ ? ” การจะใช้คำพูดล่อหลอกให้อีกฝ่ายทำตามดั่งที่คิดนั้นไม่ยากเกินกว่าความสามารถของเดเจล ชายหนุ่มพยายามกลั้นยิ้ม ทำหน้าเคร่งขรึมเย็นชา ขณะเลื่อนใบหน้าไปกระซิบข้างหูบ้าง
“ ก็ลองหาดูสิ ” ว่าแล้วก็อาศัยช่องน้อยแต่พอตัว เดินหลบไปอีกทางเผื่อเข้าไปในห้องนอนส่วนตัวประจำวิหาร ไม่ลืมเลย ... ที่จะ “ ฉันไม่ชอบคนขี้ขลาดซักเท่าไร ถ้านายรู้จัก ‘คนที่ให้ของฉัน’ ก็ช่วยฝากไปบอกทีนะ ” เอ่ยคำปิดท้าย แล้วจึงปิดล๊อคประตู เสียงดังแกร๊ก ทิ้งให้คนถูกฝากข้อความยืนนิ่งอยู่เพียงคนเดียว ... มือหนาพลันถูกยกขึ้นมาปิดริมฝีปากที่คลี่ยิ้มถูกใจ
บทจะยั่ว... ก็ช่างยั่วได้ถูกใจนัก ...
คงได้แต่เก็บความคิดไว้อยู่ในใจ พลางนึกไปถึงถ้อยคำเมื่อครู่
... ไม่ชอบคนขี้ขลาด ...
แสดงว่าชอบคนรุกมากกว่านี้งั้นหรือ ? …
ความคิดชั่วร้ายต่างๆนานาพลันผุดขึ้นในหัวของคาลเดียร์ เอาเข้าจริงแล้วไอ้การกระทำแอบๆ ที่ผ่านมานั้นล้วนเป็นการกระทำที่ขัดกับนิสัยส่วนลึกของเขาทั้งสิ้น ... ที่ทำ... ก็เพื่อให้ ‘เหยื่อ’ ตายใจเท่านั้น
ทว่านอกจากจะตายใจแล้ว ... เหยื่อนั้นกลับท้าเขาถึงเพียงนี้ ...
“ ถ้าจะโทษ ... ก็โทษตัวเองเถอะ ... เดเจล ”
เพราะต่อจากนี้ไป... ฉันจะไม่ปล่อยนายไว้เฉยๆ แน่ ...
… จะทำให้เป็นของเขา ... ทั้งกาย ... และวิญญาณ ...
ค่ำคืนศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนแซงทั่วรี่ยังคงเป็นเหมือนเฉกเช่นวันปกติทั่วไป กลุ่มดาวอควอเรียสลอยตัวขึ้นสูง ส่องแสงสว่างประกายเด่นชัดราวกับจะท้าทายเจตนารมย์ของผู้อยู่บนพื้นดิน ...
คล้ายจะเป็นสัญญาณว่า... ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองคงจะเปลี่ยนไป... เกินจากคำว่าสหาย ...
... ตลอดกาล ...
...END... !!!
====================================================
credit : ชื่อฟิคเรื่องนี้ mummy เอามาจากชื่อน้ำหอม หรือครีมอะไรสักอย่างที่ mummy รู้สึกชื่อมันดูดีมากๆ เมื่อประมาณปีก่อนที่เดินผ่านบูธเครื่องสำอางคะ ><
====================================================
zone ตอบคอมเม้นท์คะ ><
>> พี่โทเม - ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอกค่ะ ^^ mummy เป็นคนถามพี่เอง เพราะอยากจะทำอะไรตอบแทนพี่บ้าง ^^ จะดีใจมากเลยค่ะถ้าพี่ชอบ (ถึงแม้ว่า mummy จะแต่งไม่ค่อยดีเท่าไร TT เรื่องนี้ยอมรับเลยคะ ... ) ยังไงซะก็อยากให้พี่ชอบจริงๆนะคะ ><
พูดถึงช๊อคโกแลต จริงๆ คิดว่าท่านคาลน่าจะซื้อแบบมีเหล้านิดๆ ให้ด้วยอะคะ ^^ (อ้า .... รสชาติแห่งความเป็นผู้ใหญ่ >< ) แต่ที่แต่งไปตอนแรกไม่ทันได้นึกถึงจริงๆ ค่ะ เพราะว่าปกติ mummy ไม่ชอบกินเหล้าคะ = = เลยไม่ได้คิด พอพี่โทเมพูดปุ๊ป ... เออ มันก็น่าสนน้า >< สงสัยได้ยกยอดไปวาเลนไทน์ปีหน้า คริคริ
>> คุณ~Black~ เรื่อง Snow's kiss เป็นเรื่องสั้นตอนเดียวจบค่ะ ^^ ถ้าสนใจฟิคคู่ คาลเด ก็ มีเรื่อง Impossible Dream , Impression แล้วก็ Childhood นะคะ ^^ ที่เหลือจากนี้จะเป็นมี่มิวค่ะ >< ส่วนเรื่องเล่ม 9 ของ LC mummy เองก็กำลังรออยู่เหมือนกัน อยากเห็นเอลซิดนะคะ >< .
Edit ค่ะ !!!
แต่งจบแล้วนะคะ >< สำหรับฟิควาเลนไทน์ + HBD ท่านเด ในปีนี้ อยากบอกว่าหลังๆ อารมณ์ของ mummy แอบหลุดไปมากโข ^^" ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าไปคุยกับพี่โทเมด้วยค่ะ >< ฟังความเห็นเรื่องคู่คาลเดของพี่โทเมแล้ว mummy รู้สึกว่ามันหวานซ้า !!! เลยทำให้มีอิทธิพลกับช่วงท้ายๆ ของฟิค = =
เอาจริงๆ แล้วฟิคนี้ที่ plot ไว้ตอนแรกมีเพียงแค่ว่า คาลเดียร์ให้ดอกไม้ท่านเดทุกวันในช่วงที่เป็นราศีกุมภ์นะคะ เพราะไม่รู้วันเกิดจริงๆ ส่วนตัวเดเจลตอนแรกก็ไม่รู้ค่ะ ความลับเพิ่งมาเปิดเผยก็เพราะว่าน้องหนูชาช่า จำได้ว่าเข้มกลัดที่เดเจลใส่อยู่เนี่ย ตัวเองเคยเห็นคาลเดียร์ซื้อมาในร้านค้าแห่งหนึ่ง เลยเอาไปทักเดเจลต่อหน้าคาลเดียร์หลังจากที่การแสดงมันล่มไปแล้ว =_,= สุดท้ายสองคนนี้เลยต้องออกมาคุยกันนอกปราสาทสองคน เพื่อปรับความเข้าใจ
หลักๆ อารมณ์ของเรื่องนี้ที่ mummy plot ไว้คืออยากจะให้เป็นฟิคใสๆ น่ารักๆๆ อบอุ่นแล้วก็ ขำ (นิดๆ ) ตอนแรกไม่ได้คิดจะให้หวานในช่วงท้าย >< แต่สุดท้ายก็เผลอไปแล้วจริงๆ ถ้ามันออกมาไม่ดี หรือไม่ตรงใจ ก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ><
edit @ 11 Mar 2009 16:01:43 by mummy
ยังไงคู่ม้ากะเเพะ ก็น่าลุ้นสินะ
อยากเห็นเอลซิดเหมือนกันเลยค่ะ
#1 By 'เด็จป้า on 2009-02-14 00:40