[Fic Saint Seiya] Childhood
posted on 17 Jan 2009 23:33 by mini-mummy in fiction
[Fic Saint Seiya] Childhood
Pairing: Scorpion Kardia X Aquarius Degel
Authors: mini_mummy_noel
============================================
ที่ทำแบบนั้น ... อาจเป็นเพราะยังมีบางส่วนที่เป็นเด็กอยู่ก็ได้ .....
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ว่ากันว่ากาลเวลาเป็นตัวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
จากเด็กตัวเล็กๆ ... เติบโตเป็นชายหนุ่มผู้สง่างาม
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะร่าเริงแบบคนที่ไม่มีอะไรให้คิด นอกจากเพื่อน... การเรียนรู้ ... หนังสือ... เริ่มจางหาย
เดเจลไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนยิ้มยากอะไร ... แต่คิดว่ามันก็นานมากแล้วที่เขาไม่ได้แย้มยิ้มให้กับสหาย ...
ตั้งแต่มาที่แซงทัวรี่...
ไม่ใช่เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ดีหรือเซนต์คนอื่นๆ ไม่น่าคบหรอก ....
... แต่ว่า...
ไอ้การจะยิ้มให้กับคนที่ดับเบิ้ลโคตรกวนประสาท... มันไม่สามารถจริงๆ
“ ไง ! กระต่ายน้อย ! ” แค่ได้ยินเสียงกระแสหยอกเหย้า ก็แทบจะทำให้คนความอดทนสูงนึกอยากจะมอบไดมอนดัสต์ให้เป็นรางวัล เดเจลถึงกับกุมขมับ นี่ขนาดมาหลบอยู่ในห้องสมุดส่วนตัวของวิหารอควอเรียส อีกฝ่ายยังตามมาอีกหรือเนี่ย “ ยังทำอะไรๆ น่าเบื่อเหมือนเคยนะ ! ”
สิ่งที่ผู้บุกรุกอย่างไร้มารยาทหมายถึงก็คืองานอดิเรกเพียงหนึ่งเดียวของเขา แถมไม่พูดเปล่า ยังอ้อมตัวมาหยิบหนังสือออกไปจากมือทางด้านหลัง เปิดกางมองพินิจเพียงครู่ก็ทำหน้าเบ้ โยนทรัพย์แห่งปัญญาทิ้งไปทางด้านหลังอย่างไม่ใยดี
“ น่าเบื่อ ” คำวิจารณ์นั้นยังนำพามาซึ่งความไม่พอใจของเขา เดเจลรวบผมสีแดงเพลิงของตนให้ไปรวมกันพาดอยู่ตรงบ่าขวาพลางขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ ก่อนจะลุกจากโต๊ะไปเก็บหนังสือเล่มหนาของตนที่ถูกขว้างทิ้งออกไป … เชื่อว่าหากเขาไม่มีปฏิกิริยา เด็กหนุ่มก็จะเบื่อไปเอง
ทว่ามาคราวนี้ เดเจลคงคาดการณ์ผิดไปมากนัก ด้วยเหตุที่ว่าคนก่อเรื่องคือสกอร์เปี้ยน คาลเดียร์ เด็กหนุ่มชาวกรีกผู้ครองตำแหน่งโกลด์เซนต์อันศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เมื่อครั้นยังเยาว์วัย ความที่เป็นคนไม่เคยสนใจอะไร ชาวราศีพิจิกผู้นี้จึงค่อยๆ เดินไล่มองสันหนังสือเรื่อยไปอย่างเซ็งๆ “ ปรัชญาว่าด้วยการเมืองระหว่างประเทศ วิทยาศาสตร์น่ารู้... เหอะ ! น่ารู้บ้าอะไรละ !! ”
เขานึกอยากค้าน.... ว่าถ้าเกิดอีกฝ่ายไม่อยากจะรู้... ไม่อยากจะสนใจ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาถึงส่วนในสุดของวิหารของเขาก็ได้ แต่พอหวนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งก่อนที่คาลเดียร์บุกเข้ามาหาเขาถึงห้องนอน แล้วนั่งเถียงกันจนถึงเช้ากับเรื่องไร้สาระอย่างที่อีกฝ่ายกำลังพูดถึงอยู่นี้ เขาก็ขอเลือกที่จะเงียบ เลือกหยิบหนังสือที่สนใจสักสองสามเล่ม พลางคิดว่าบางทีอาจจะถึงเวลาเปลี่ยนบรรยากาศหาที่อ่านที่อื่นแล้ว ... ไม่วายโดนขัด
“ แล้วนั้นจะไปไหนละ เดเจล !! ” ความที่เป็นว่องไวจึงทำให้บ่อยครั้งเด็กหนุ่มสามารถล้มศัตรูได้ด้วยเวลาเพียงไม่นานนัก เดเจลเคยนึกชื่นชมมัน กระนั้นมาคราวนี้ เขากลับรู้สึกไม่ชอบใจในความเร็วของอีกฝ่ายเลย ... นัยน์ตาคู่สวยค้อนขวับ เมื่อเห็นว่าหนังสือซึ่งเคยอยู่ในมือของตนบัดนี้ได้ไปอยู่ในมือของสกอร์เปี้ยนเซนต์ “ อากาศดีขนาดนี้ ยังจะหมกหมุ่นอยู่กับกองหนังสืออีกอย่างงั้นหรอ ? ”
เพราะอากาศดีเนี่ยแหละ... เลยอยากจะออกไปอ่านหนังสือข้างนอก ... เดเจลคิด
ครั้นพอนึกถึงถ้อยคำสารพัดที่คาลเดียร์จะยกขึ้นมาอ้างแล้ว... เขาก็เลือกที่จะตอบออกไปแต่เพียงว่า
“ ฉันขอหนังสือของฉันคืน” ว่าพลางยื่นมือขวาออกไปตรงๆ คาลเดียร์ใช้นัยน์ตาสีฟ้าของตนมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง จึงผ่อนลมหายใจออกมาเพียงแผ่วเบา
“ จับให้ดีๆ ละกัน ” แล้วจึงค่อยๆ วางหนังสือทั้งสามเล่มลงไป.... คิ้วเรียวพลันขมวดเข้าหากัน ทำไมวันนี้ ง่ายกว่าที่เคย ?
ทว่าสิ่งที่ร่างบางคิดล้วนผิดถนัด เขาจับได้เพียงแค่ลมเท่านั้น เพราะทันทีที่หนังสือได้สัมผัสกับผิวอ่อนนุ่ม คาลเดียร์ก็กลับยกชูหนังสือขึ้นสูงเหนือศรีษะ ส่งสายตาสื่อความให้เขาเอื้อมมือขึ้นไปหยิบด้วยตนเอง
“ คาลเดียร์... ” คนสวมแว่นคราง.... พยายามนับหนึ่งถึงร้อยในใจ “ อย่ามาเล่นอะไรเป็นเด็กๆ นะ ”
“ เป็นถึงโกลด์เซนต์แท้ๆ ความเร็วแค่นี้ยังตามไม่ทันงั้นหรอ ? ” ยังคิดหาเรื่องได้อีก ... อาการแบบนี้เขาก็เคยโดนมาแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นเขาเสียเวลากับการยื้อแย่งหนังสือเสียนานด้วยความสูงที่ต่างกัน... คาลเดียร์สูงกว่าเขา บึกบึนกว่าเขา แรงเยอะกว่าเขา ไอ้การจะสู้กันทางกายภาพ เขาไม่มีทางชนะอยู่แล้ว เดเจลคิดอย่างปลงๆ พลางเสตัวหันไปหาหนังสือเล่มใหม่เป็นครั้งที่สองในรอบวัน และเป็นอีกหลายครั้งในรอบสัปดาห์ “ ไม่คิดจะเอาหนังสือสุดที่รักนี้แล้วหรือไง ? ”
ยังคงหาเรื่องกวนอารมณ์ได้อยู่เนื่องๆ ถ้าไม่ติดว่าองค์เคียวโกแนะนำเขาไว้ก่อนแล้วว่าคาลเดียร์เป็นเด็กรุ่นเดียวกับเขา เขาคงพาลนึกไปแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กโข่งที่บังเอิญผ่านการทดสอบเป็นโกลด์เซนต์ได้เท่านั้น
“ น่าสงสารเจ้าหนังสือนี้นะ โดนท่านเดเจลผู้เยือกเย็นทิ้งซะแล้ว ”
นั่นเพราะนายเอามันไปจากฉันไม่ใช่หรอ ? เขาเถียงในใจ ในหัวปวดหนึบ นึกอยากจะหาที่สงบๆ สักที่พักผ่อน
“ นายออกไปได้แล้ว... คาลเดียร์ ” พูดออกไปอย่างใจเย็นทั้งที่ไม่มองหน้า ถึงตอนนี้เขาไม่ขอจะรักษามารยาทกับคนไร้มารยาทอีกแล้ว ทว่าแทนที่คนฟังจะโกรธหรือไม่พอใจ กลับเป็นหัวเราะชอบใจเสียได้
“ ไล่ฉัน ? นึกไม่ถึงเลยนะว่าผู้ดีชาวฝรั่งเศสอย่างท่านเดเจลจะรู้จักไล่คนด้วย ” พร้อมกับยื่นใบหน้าหล่อเหลาคมคายเข้ามาจนประชิดเรือนผมสลวยสวย เดเจลขนลุกซู่เมื่อได้ยินเสียงสูดรับกลิ่นหอมๆ ข้างริมหู
“ เจ้าบ้า !! ” ตะปบปิดหูตัวเองแทบไม่ทัน ใบหน้าของเซนต์น้ำแข็งมาตอนนี้กลับแดงเรื่อไม่แพ้สีของเรือนผมเลยทีเดียว “ อ๊ะ !!! ”
ยิ่งเดือดเข้าไปอีก เมื่อบัดนี้ปอยเส้นผมของตนดันไปติดกับชุดคล็อธสกอร์เปี้ยน ไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่าอีกฝ่ายใช้เวลาเพียงชั่ววิในการมัดปมผมเขาให้ไปติดอยู่กับช่องระหว่างปล้องของเกราะส่วนอก นัยน์ตาสีแซฟไฟร์ส่อแววเจ้าเล่ห์อย่างชัดเจน
มันเอาเข้าไปได้ยังไงกันเนี่ย !!!
แทบนึกอยากจะตะบันหน้าคนมากเล่ห์นี้ให้กระเด็นออกไป แต่เขาไม่ใช่คนโง่ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเอาผมของเขาออก เร็วเท่าความคิด เดเจลหันกลับมายกมือทั้งสองขึ้นจับผมของตน หวังจะกระชากทิ้งอย่างไม่ใยดี
เป็นเจ้าของแววตากรุ่มกริ่มเองที่จับห้ามมือเรียวทั้งสองไว้ แพรไหมสีสวยจึงไม่ถูกดึงขาดไป “ ซาดิสเหมือนกันนะเนี่ย... ” ดุจพูดกับตนเอง แต่เขารู้! ว่าคนตรงหน้าต้องการกวนประสาทของเขา น้ำแข็งซึ่งไม่มีวันละลายได้จะละลายก็เพราะเพลิงพิโรธเนี่ยแหละ
“ ปล่อย... ” เขาบอกเสียงต่ำ หากเป็นคนอื่นคงนึกหวาดกลัวบรรยากาศเย็นๆ ซึ่งอควอเรียสเซนต์สร้างขึ้นรายรอบ ทว่าคนผมทองกลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าเด็กหนุ่มจะอาศัยอยู่ที่กรีกมาตั้งแต่ยังเยาว์ มิเคยได้สัมผัสกับบรรยากาศหนาวเย็นสุดขั้วหัวใจ แต่สำหรับไอเย็นของเซนต์น้ำแข็งตรงหน้า ดูเหมือนคาลเดียร์จะมองมันเป็นเพียงพัดลมเล็กๆ ที่เป่าให้คลายร้อนเท่านั้น
ก็เพราะคอสโม่ของคนๆ นี้ไม่ใช่หรอ ... ที่ช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์ทรมานจากคาตาเคโอ เข็มพิษมรณะ ...
ร่างที่ถูกฝังระเบิดเอาไว้ ไม่สามารถแก้หรือกู้คืนได้ เหมือนกับนาฬิกาทราย... ช่วงเวลาแห่งชีวิตค่อยๆ หมดลง ...
เดเจลเป็นเหมือนเม็ดทรายก้อนใหญ่... ที่ไหลลงมาปิดช่องทางเอาไว้...
ชะลอ...ไม่ให้เม็ดทรายร่วงหล่น….
ออกแรงเพียงนิด ร่างบอบบางอย่างที่คาลเดียร์นิยามเอาไว้ว่าเป็นหุ่นแบบคุณหนู ก็ถูกดันถอยไปติดกับชั้นหนังสือ ... ทั้งมือก็ถูกสอดนิ้วประสานไว้แน่น กดติดกับชั้นหนังสือข้างศรีษะ
หัวใจของอควอเรียสเซนต์ร้อนรนยิ่งนัก ...
อย่างที่รู้... แรงของเขามิอาจสู้เรี่ยวแรงมหาศาลของโกลด์เซนต์ตรงหน้านี้ได้ ไอเย็นที่เขามักจะสร้างออกมาด้วยดีกลับไม่มีผลอันใดกับบุรุษผู้ร้อนแรงดุจอัคคีผู้นี้...
ทว่า... การจะยินยอมโดยง่าย ... มิใช่วิสัยของเขา
ใบหน้างามเชิดขึ้น คาลเดียร์ใช้นัยน์ตาสีฟ้าของตนจ้องสบไปในทับทิมคู่งาม...
ก่อนจะยิ้ม...
“ ใส่แว่นแบบนี้... จะสะดวกหรอ ? ”
ความที่เป็นคนสายตาสั้นจากการโหมอ่านหนังสือ จึงทำให้สายตาของเขาไม่ปกตินัก แม้โดยทั่วไปมันจะไม่มีปัญหาจนถึงขนาดต้องใส่แว่น แต่เวลาที่เขาอ่านหนังสือ การสวมมันไว้ก็ทำให้เขามองเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่า
ตัวคาลเดียร์เองก็น่าจะรู้....
เพราะเขาไม่เคยใส่แว่นสายตาเวลาลงศึกสนามต่อสู้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยถึงจะเคยชิน แต่มันก็ยังเกะกะ ต้องคอยพะวงอยู่ร่ำไป
อย่างไรก็ตาม ... หากเดเจลได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงในคำพูดนั้น เขาคงรู้ว่าตนคิดผิดถนัด...
“ เวลาจูบนะ ”
อุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นโดยพลัน...
หรือหากจะพูดกันตามจริงแล้ว ... เป็นตัวของอควอเรียสเซนต์เองที่ร้อนขึ้น
นัยน์ตากลมโตยิ่งดูโตขึ้นไปอีก เมื่อมันสะท้อนภาพริมฝีปากหนาของใครคนหนึ่งที่เลื่อนเข้ามา
“ หยุดนะ !! ” ด้วยรู้ดีว่าคนตัวเล็กคงไม่มีวันตอบคำถาม คาลเดียร์จึงคิดที่จะลองทดสอบด้วยตนเอง ... เดเจลที่รับรู้ได้ถึงความคิดนั้น จึงพยายามใช้ทั้งศอก ทั้งแขนของตนเป็นปราการ ใบหน้าใสเสไปอีกทางอย่างตระหนก “ ถ้าอยากรู้ ก็ไปลองกับคนอื่นสิ ! คาลเดียร์ !!! ”
“ ในแซงค์ทัวรี่ คนที่ใส่แว่น มีแค่นายคนเดียว ” กลายเป็นคนซึ่งปกติจะใจร้อนกลับใจเย็นยิ่งกว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ทว่า แม้ในยามสติเริ่มจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นักปราชญ์ประจำดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้มีแค่ชื่อ เดเจลยังคงมีสมองไว้คิดพิจารณาคำพูดอีกฝ่าย รู้สึกจะเกินจริงเกินไปที่ว่าคนในแถบนี้จะไม่มีคนใส่แว่นเลย เป็นเดือดเป็นร้อนให้คนมากเสน่ห์ต้องรีบเสริมทับ “ คนที่อยู่ที่นี้ส่วนใหญ่เขาไม่ติดต่อกับโลกภายนอกกันหรอก ท่านเดเจล ไอ้แว่นเนี่ย เผื่อๆ บางคนอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ ”
กลับได้รับแววตาเฉือดเฉือนเป็นรางวัล เป็นนัยว่าเจ้าของดวงตาคู่สวยไม่เชื่อคำลวงจากปากของเขาเด็ดๆ แถมยังมีการหลอกด่า “ อย่าคิดว่าคนอื่นเขามีมันสมองเท่านายสิ คาลเดียร์! ”
วาจาช่างน่าโมโหนัก แต่คนโดนว่ากลับคลี่ยิ้มได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน เคยชินกับคำว่ากล่าวของคนร่างบาง ซ้ำตอนนี้ก็ยังมีสิ่งสำคัญมากกว่าการต่อเถียง ใบหน้าหล่อเหลาโค้มต่ำลง สอดขาเข้าไประหว่างซอกขาเรียวยาว ร่างเล็กสะดุ้ง คลื่นม้วนอารมณ์แปลกๆ เริ่มบังเกิดในช่องท้องสูบเอาเรี่ยวแรงออกไปจนหมดสิ้น
“ หยุดนะ ” เสียงห้ามเริ่มแผ่วลง ใบหน้าของคนทั้งสองใกล้กันจนเกือบชิด พาให้กลิ่นอายของแต่ละฝ่ายลอยเข้าจมูก ทั้งกลื่นแดดและกลื่นเหงื่อของคาลเดียร์... คล้ายกับเวทมนตร์ตรึงร่างของเขาให้หยุดนิ่งจนมิอาจขยับไปไหนได้... เลือดลมร้อนไปถึงหูเมื่อสกอร์เปี้ยนหนุ่มเริ่มใช้ฟันขบกัดริมหูคนขี้อายเบาๆ
....ไม่เอา.....
ก่อนจะเลือนเข้ามาที่เนินแก้ม
...บะ.... แบบนี้มันไม่ดีนะ ....
ทิฐิซึ่งเป็นกำแพงอันยิ่งใหญ่ของอควอเรียสเซนต์ค่อยๆ พังทลายลง
จมูกโด่งสันค่อยๆ ไล้ไปตามโครงหน้า เปลือกตาบางปิดแน่น พยายามมุดหน้าหนีอย่างสุดชีวิต
.... ยังไงๆ ก็ไม่เอา !!! ….
“ รอยัล เดมอน โรส !!! ”
แต่ถึงจะไม่พอใจอย่างไร การจะปล่อยไม้ตายใส่ชายมากเล่ห์ทั้งร่างกายอ่อนปวกเปียกก็ดูจะเกินความสามารถของเขาเกินไปหน่อย ซ้ำท่าไม้ตายที่ถูกปล่อยออกมาก็ไม่ได้เป็นท่าของเขา ดอกกุหลาบสีแดงสดซึ่งพุ่งเข้ามาทางด้านข้างของคาลเดียร์เองก็เป็นมุมที่เขาไม่อาจจะเข้าจู่โจมได้ ถึงสุดท้ายตัวเด็กหนุ่มจะรับรู้และใช้มือซ้ายจับดอกกุหลาบพิษนั้นเอาไว้ได้ก่อนก็ตามที
“ เล่นทีเผลอเลยงั้นหรอ ? อัลบาฟีก้า ” แม้เหตุการณ์เมื่อครู่จะดำเนินไปด้วยความไม่ยินยอมของเขา ทว่ามาตอนนี้เดเจลกลับไม่คิดอยากจะเงยหน้ามองผู้มีพระคุณของตน ความอับอายจากการถูกเพศเดียวกันลวนลามมีมากมายเสียจนเขาคิดว่าคงไม่อาจหาญกล้าไปพบเจอใครได้อีก อัลบาฟีก้า โกลด์เซนต์ผู้สถิตลัคนาราศีมีนเหมือนจะรับรู้ในจุดนี้ นัยน์ตาสีฟ้าใสเช่นเดียวกับสีผมตวัดมองคนผมทองเขม็งพลางเอ่ยปาก
“ จะกวน จะแกล้งอะไรใครก็ขอให้มีขอบเขตหน่อยคาลเดียร์ ” น้ำเสียงติดออกจะทุ้มขัดกับรูปลักษณ์สวยงามราวอิสตรีดังขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ไม่สู้ดี ดูท่าทางผู้มาใหม่เองก็ไม่นึกชอบพฤติกรรมเยี่ยงนี้ของสกอร์เปี้ยนเซนต์ สังเกตได้จากการที่ตนเข้ามาหยุดเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งๆ ที่ปกติโดยพื้นฐานเด็กหนุ่มหน้าสวยผู้นี้ไม่ชื่นชอบการคลุกคลีกับผู้อื่นมากนัก “ แม้จะเป็นเรื่องธรรมดา ที่ชาวกรีกอย่างนายจะแสดงออกถึงการถูกใจใครสักคนโดยไม่คำนึงถึงเรื่องเพศ แต่ไม่มีผู้ชายชาติอื่นคนไหนเขานึกอยากจะทำความเข้าใจในจุดนี้กันหรอกนะ ” ว่าไปแล้วไม่ลืมจะสมทบอีก “ นายไม่จำเป็นต้องรู้สึกอับอายหรอก เดเจล ”
น้ำเสียงหลังๆ ฟังดูอ่อนโยนรื่นหูนัก ... เจ้าของชื่อหันไปสบตากับเจ้าของเสียง เห็นว่าร่างที่สูงน่าจะพอๆ กับเขากำลังเดินตรงเข้ามาขยับเกราะส่วนอกของคล๊อธสกอร์เปี้ยนเล็กน้อย เส้นแพรสีแดงเพลิงก็หลุดออกมา คาลเดียร์หัวเราะในลำคอนิดๆ ยอมถอยออกมาแต่โดยดี
“ ดูเข้าใจกันเสียจริงนะ เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนหรือไง ? ” แทนคำตอบ นัยน์ตาสีแซฟไฟร์ประกายแสงจ้าขึ้น ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับโกลด์เซนต์เจ้าของปราสาท
“ วันหลังถ้าเกิดเจ้านี้ทำแบบนี้กับนายอีก ก็ปล่อยๆ ท่าไม้ตายจัดการไปบ้างเถอะ มันอึด ไม่ตายหรอก ”
“ โห !? นี้เนี่ยนะ คำแนะนำ ” เป็นคนที่ไม่โดนแนะนำโอดครวญขึ้นมา “ นายคิดจะสนับสนุนให้สหายร่วมอุดมการณ์ทำสงครามพันวันกันงั้นหรอ ? ”
ไร้ซึ่งคำตอบจากฟิซซิสเซนต์ ผู้เฝ้าปราสาทที่ 12 คงมีเพียงใบหน้าเรียบเฉยปนเศร้าหมองตามลักษณะของคนที่มีเรื่องให้คิดตลอดเวลาเท่านั้นที่มองกลับมา ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบดอกกุหลาบสีแดงสดซึ่งตนใช้เป็นอาวุธเมื่อครู่ออกมาจากมือของเด็กหนุ่ม
“ ตัวนายกลับปราสาทไปซะ ปราสาทที่ 8 ไร้คนเฝ้า หากองค์เคียวโกเซจิรู้ว่านายเอาเวลามาหยอกล้อคนอื่น องค์เคียวโกคงไม่ปล่อยนายแน่ ” ไม่ใช่คำขู่ หากเป็นคำสัตย์จริงทุกอย่าง หากเป็นในยามปกติคาลเดียร์คงเพิกเฉยต่อคำกล่าวที่ว่า ทว่ามาตอนนี้เมื่อนัยน์ตาคู่คมสะท้อนเห็นใบหน้านิ่งเฉยแต่แดงระเรื่อของอควอเรียสเซนต์ ความคิดวูบหนึ่งก็แว่บเข้ามา
เอาวะ... ขอหน่อยละกัน
พลันนั้นร่างของคนผมทองก็พลันหายไปปรากฏอยู่ตรงหน้าของเจ้าของสีแห่งทับทิมโดยทันที นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้าง ทว่าก่อนจะได้ขัดขืนอะไร ริมฝีปากได้รูปก็ฉกวูบลงมาแล้ว...
กึก !
...
.....
สันจมูกโด่งก็ชนเข้ากับกรอบแว่นทรงกลมเสียก่อนที่คาลเดียร์จะมีโอกาสได้มอบรอยจุมพิตให้ จากนั้นจึง....
“ ไดมอนดัสต์ !!! ”
โครม !!
ได้รับการตอบแทนด้วยหมัดเสยตรงยันคางของคนไม่รู้จักกาลเทศะให้ล่องละลอยออกไปกระแทกกับเพดานหินด้านบน อัลบาฟิก้ามองภาพที่เกิดขึ้นความความตกตะลึง หลังจากได้เห็นร่างสูงหนาของคาลเดียร์หล่นลงมาทับร่างของเขาให้ล้มลงไปเป็นฐานอย่างพอดิบพอดีราวกับกะเอาไว้
แววทะมึนทึมจากคอสโม่ซึ่งควรจะเป็นสีทองสว่างแลดูน่าสะพรึงกลัวนักเมื่อมันกลับกลายเป็นสีทองหม่นขุ่นมัว
“ อัลบาฟีก้า ”
“ ฝากเอาไอ้แมงป่องหื่นกามนี้ส่งไปให้ท่านเคียวโกเซจิด้วยนะ ”
ใบหน้าสวยของโกลด์เซนต์ฟิสซิสถูกแต่งแต้มด้วยความตกตะลึงโดยพลัน ...
ผู้ดีฝรั่งเศสอย่างเดเจลเนี่ยนะ จะใช่คำพูด.... ที่ดู.... เออ ...
ครั้นใช้สายตาไปมองยังใบหน้าหล่อเหลาคมคายของคนที่ยังไม่ได้สติสลับกับเบื้องหลังของอควอเรียสเซนต์ซึ่งหมุนตัวกลับไปจัดกองหนังสือบนโต๊ะทั้งหูแดงเรื่อแล้ว ริมฝีปากที่มักจะเหยียดตรงก็ยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รับรู้ได้ถึงบางสิ่งบาง รับรู้... ว่าน้ำแข็งที่เกาะกุมจิตใจของคนเย็นชาเริ่มละลายลงบางส่วน
ความดีความชอบนี้... คงจะยกให้ใครอื่นไม่ได้สินะ
คิดกับตนเองในใจ ก่อนจะใช้แขนข้างหนึ่งยันร่างของตนขึ้น ทุลักทุเลเล็กน้อยเพราะขนาดร่างกายที่แตกต่าง คาลเดียร์สูง... และบึกบึนกว่าเขาจริงๆ “ เดเจล นายช่วยฉันมาพยุงแขนคาลเดียร์อีกข้างได้ไหม ? ” ลองเอ่ยปากคนขี้อายดู ก็พบว่าเดเจลหันใบหน้าแดงๆ นั้นกลับมาอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก
“ ถือซะว่าเป็นคำขอบคุณที่นายช่วยฉันเอาไว้ อัลบาฟีก้า ” สิ่งที่คนร่างบางพูดพาให้คิ้วเรียวสีฟ้าขมวดเข้าหากัน จริงๆ หน้าที่แบกคนร่างหนาก็ใช่ว่าจะเป็นหน้าที่ของเขา กระนั้นเดเจลก็สร้างเรื่องน่าประหลาดให้เขาประหลาดใจซ้ำสอง เมื่อร่างผอมๆ นั้นทำท่าเหมือนจะพาพวกเขาไปเข้าเฝ้าท่านเคียวโกที่วิหาร
“ นี้ นายเอาจริงงั้นหรอ ? ” ลองหยั่งเชิงถามอีกรอบ
เอาตามจริงแล้ว โดยส่วนตัวเขาไม่คิดว่าเรื่องเพียงแค่นี้จะยิ่งใหญ่ถึงขนาดต้องรายงานองค์พระประมุข ทว่าดูเหมือนคนที่ไม่น่าจะเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างเดเจลกลับคิดเสียว่ามันเป็นเรื่องใหญ่
เป็นเพราะอีกฝ่ายเป็นคาลเดียร์ คนที่ไม่น่าปล่อยไว้ให้เคยตัวหรือว่า ...
เพราะความเป็นเด็กกันละ ?
อัลบาฟีก้าได้แต่มองซีกใบหน้าของสหายร่วมอุดมการณ์ พลางยิ้มนิดๆ คล้ายจะได้รับคำตอบเมื่อเห็นดวงตาคมสะท้อนภาพดวงหน้ายามหลับของสกอร์เปี้ยนเซนต์
บางทีคำตอบ... อาจจะไม่ยากเกินกว่าที่คิดก็ได้
คำตอบ... ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เขาเดาหรือคิดเอาไว้
คำตอบ.... ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งเท่านั้น
....
......
แล้วคุณละ ? มีความเห็นว่าอย่างไร
The end
============================================
โซนตอบเม้นท์คะ
> คุณ Mitsusyuuku ดีใจเหมือนกันค่ะที่ได้รู้จักคนที่ชอบเซย่าเพิ่มขึ้นอีกคน >< ขอแอด blog กลับนะคะ
>> คุณ ปลาตัวน้อยๆ อ่านไม่รู้เรื่องหรอคะ = = อยากให้ปรับแก้ตรงไหนบอกได้เลยนะคะ จะได้แก้ตรงส่วนที่อ่านไม่รู้เรื่อง ^_^
edit @ 26 May 2009 14:49:02 by mummy
สมกับเป็นคาลเดียซังจริงๆนะฮะ
เรื่องฉวยโอกาสยกให้สก้อเปี้ยนจริงๆเลย >w<
แต่ท่านเดผมแดง!! โมเอ้มากเลยฮะ!
#1 By mayWz on 2009-01-18 20:38